เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ครม.เคาะ 5 มาตรการ ‘พยุงราคาข้าว’ กรอบ 5.89 หมื่นล้าน ดันสินค้าคุณภาพสูง
Politics ครม.เคาะ 5 มาตรการ ‘พยุงราคาข้าว’ กรอบ 5.89 หมื่นล้าน ดันสินค้าคุณภาพสูง
‘ศุภจี’ ไม่กังวลปรับ ครม. ชี้อำนาจอยู่ที่ ‘อนุทิน’ ยันทำงานทุกวัน
Politics ‘ศุภจี’ ไม่กังวลปรับ ครม. ชี้อำนาจอยู่ที่ ‘อนุทิน’ ยันทำงานทุกวัน
ครม.เคาะ 4 มาตรการพยุงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วงเงิน 120 ล้าน
Politics ครม.เคาะ 4 มาตรการพยุงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วงเงิน 120 ล้าน
ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณขายออก 66,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณขายออก 66,700 บาท
รัฐบาลคาดปีนี้ ออกกฎหมายลูก ‘ตั๋วร่วม’ ครบ 20 ฉบับ
Politics รัฐบาลคาดปีนี้ ออกกฎหมายลูก ‘ตั๋วร่วม’ ครบ 20 ฉบับ
กขค.จ่อคุมค่า GP แพลตฟอร์มเรียกรถ-ส่งอาหาร ตั้งเป้าบังคับใช้ ธ.ค.นี้
Economic กขค.จ่อคุมค่า GP แพลตฟอร์มเรียกรถ-ส่งอาหาร ตั้งเป้าบังคับใช้ ธ.ค.นี้
ครม.ไฟเขียว ‘กฟภ.’ กู้ 10,406 ล้าน ลุยลงทุน 11 แผนงานระยะยาวใหม่
Politics ครม.ไฟเขียว ‘กฟภ.’ กู้ 10,406 ล้าน ลุยลงทุน 11 แผนงานระยะยาวใหม่
อนุทิน สั่งรับมือฝุ่น PM 2.5 จี้ ‘ศุภจี’ จัดการแปรรูปขยะพิษเด็ดขาด
Politics อนุทิน สั่งรับมือฝุ่น PM 2.5 จี้ ‘ศุภจี’ จัดการแปรรูปขยะพิษเด็ดขาด
‘เบทาโกร’ เข้าถือหุ้นใหญ่ Freshket รุกขยายธุรกิจ Foodservice อีคอมเมิร์ซครบวงจร
Biz Movement ‘เบทาโกร’ เข้าถือหุ้นใหญ่ Freshket รุกขยายธุรกิจ Foodservice อีคอมเมิร์ซครบวงจร
งามจับใจ โอปอล-สุชาตา พาชุดไทยอวดโฉมกลางปารีส
Biz Movement งามจับใจ โอปอล-สุชาตา พาชุดไทยอวดโฉมกลางปารีส
ดูทั้งหมด

TCP ชูโมเดลเติมน้ำใต้ดิน ปลุกพลังเศรษฐกิจชุมชน

06 พ.ค. 2566 | 09:22น.

การเติมน้ำใต้ดินคืออีกหนึ่งมิติการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับ และเกิดผลสัมฤทธิ์ในหลายประเทศ สำหรับประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP ทำงานร่วมกับสถาบันทรัพยากรน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดทำโครงการพัฒนาและจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ด้วยการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น โดยนำร่องที่ตำบลนนทรี อำเภอกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งมีพื้นที่กว่า 42,000 ไร่ จนเกิดเป็นชุมชนต้นแบบที่ชาวบ้านมีส่วนร่วม ทั้งยังมีองค์ความรู้เรื่องน้ำใต้ดินอย่างแข็งแกร่ง กระทั่งสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ของตนเอง และต่อยอดเป็นโมเดลเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน

งบ 100 ล้านโอบอุ้มลุ่มน้ำไทย

สำหรับโครงการจัดการน้ำใต้ดินถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการโอบอุ้มลุ่มน้ำไทย ที่กลุ่ม TCP ริเริ่มขึ้น ด้วยการสนับสนุนเงินทุน 100 ล้านบาท ตามแผนการดำเนินงาน 5 ปี (พ.ศ. 2562-2566) ในพื้นที่ลุ่มน้ำยม, ลุ่มน้ำบางปะกง และลุ่มน้ำโขงให้เข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคมากกว่า 15 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือกว่า 3 เท่าของปริมาณน้ำที่กลุ่มธุรกิจ TCP ใช้ในตลอดกระบวนการ ตามกลยุทธ์ “ปลุกพลังห่วงใยสิ่งแวดล้อม”

จนทำให้การดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครบทุกมิติ ทั้งน้ำบนดิน และน้ำใต้ดิน เพื่อสร้างความยั่งยืน และผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม เนื่องจากธุรกิจของ TCP เกี่ยวข้องกับน้ำทั้งสิ้น อันประกอบด้วยกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง, กลุ่มเครื่องดื่มเกลือแร่, กลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนอล, กลุ่มเครื่องดื่มชาพร้อมดื่ม และกลุ่มวัตถุแต่งกลิ่นรส เป็นต้น

โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือเป็นองค์กร Net Water Positive หรือการใช้น้ำสุทธิเป็นบวก เพื่อลดการใช้ทรัพยากรน้ำ และเติมน้ำสะอาดกลับคืนสู่แหล่งน้ำในท้องถิ่นให้ได้มากกว่า 100%

 

“อาจรีย์ สุวรรณกูล” ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และการสื่อสาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจ TCP ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยต้องการให้ชุมชนมีแหล่งน้ำในการอุปโภค บริโภค และการเกษตรอย่างเพียงพอ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชน สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกร

สิ่งนี้คือภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำที่ “คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP เริ่มต้นไว้ และลงมือทำโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเราให้การสนับสนุนการจัดการน้ำในหลากหลายมิติ เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ต่าง ๆ

สำหรับการเติมน้ำใต้ดิน บทบาทของกลุ่มธุรกิจ TCP จะเข้าไปช่วยเสริมการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นในพื้นที่ชุมชน และพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน ผ่านการทำงานอย่างใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้นำชุมชน และชาวบ้าน

เติมน้ำใต้ดินแก้ภัยแล้ง

“ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์” ผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การเติมน้ำใต้ดิน เป็นหนึ่งในแนวทางการแก้ปัญหาภัยแล้งที่มีประสิทธิภาพ และได้รับความนิยมแพร่หลายทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย, อิสราเอล, จีน และเกาหลีใต้ เป็นต้น เนื่องจากภาวะโลกร้อน ภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบันไม่ได้เกิดแค่ช่วงฤดูกาล แต่จะเกิดเป็นช่วง ๆ ครั้งละหลาย ๆ ปี

ดังนั้นช่วงปีน้ำมากจึงต้องเก็บสะสมน้ำไว้ใช้ในช่วงปีน้ำน้อย เพราะการเก็บน้ำบนดินอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว

การเติมน้ำใต้ดินคือการจัดการให้มีการเติมน้ำสู่แหล่งน้ำใต้ดิน นอกเหนือจากธรรมชาติเพื่อรักษาระดับน้ำใต้ดิน กักเก็บ และนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในช่วงเวลาหรือพื้นที่ที่ต้องการ ยกตัวอย่างการใช้น้ำส่วนเกินในฤดูฝน ก็ต้องกักเก็บไว้ในชั้นน้ำใต้ดินเพื่อนำกลับขึ้นมาใช้ในฤดูแล้ง

แต่จะต้องดำเนินตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของชั้นน้ำใต้ดิน ภูมิประเทศ การใช้ที่ดิน และปริมาณการใช้น้ำใต้ดิน ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีความเหมาะสมต่างกันออกไป

“การเติมน้ำใต้ดินสามารถทำได้หลายวิธี ด้วยการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของสภาพปัญหาในพื้นที่นั้น ๆ ที่ผ่านมาเราเริ่มต้นทำโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2561 โดยใช้เวลา 2 ปีแรกในการศึกษา และสำรวจความเหมาะสมทางด้านอุทกธรณีวิทยา ชั้นดิน ชั้นหิน ปริมาณและคุณภาพของทั้งน้ำผิวดินและใต้ดิน

จนที่สุดจึงตัดสินใจเลือก ตำบลนนทรี อำเภอกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เป็นชุมชนต้นแบบการเติมน้ำใต้ดิน เพราะจากศักยภาพความเหมาะสมในการเติมน้ำใต้ดินเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ทั้งยังมีเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง มีความพร้อมในการสร้างชุมชนต้นแบบถ่ายทอดองค์ความรู้เป็นอย่างดี”

กลยุทธ์ 4 วิธีเติมน้ำใต้ดิน

“ผศ.ดร.โพยม” กล่าวต่อว่า ปัญหาด้านน้ำหลัก ๆ ของพื้นที่ตำบลนนทรีคือน้ำแล้ง ทั้งที่มีฝนตกปริมาณมาก จนเกิดปัญหาน้ำท่วมเกือบทุกปี แต่แหล่งน้ำผิวดินกลับระเหยไปจนมีน้ำไม่พอใช้ ดังนั้นการกักเก็บน้ำลงสู่ชั้นใต้ดินเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในฤดูแล้ง จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยบริหารจัดการน้ำให้มีใช้อย่างเพียงพอ ด้วยการจัดการเติมน้ำใต้ดิน เพื่อนำน้ำมาใช้ในตำบลนนทรีอันประกอบด้วย

หนึ่ง การเติมน้ำผ่านสระขั้นบันได เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง มีน้ำหลากมาก สามารถกักเก็บน้ำได้มาก และเติมน้ำได้อย่างรวดเร็ว

สอง การเติมน้ำผ่านสระ เหมาะกับพื้นที่เกษตรกรรม หรือพื้นที่ที่มีน้ำหลากไหลผ่าน น้ำท่วมขัง เก็บกักน้ำได้มาก

สาม การเติมน้ำผ่านบ่อวง เหมาะกับพื้นที่ขนาดเล็กที่มีความลาดชัน เป็นร่องน้ำ หรือมีทางไหลของน้ำที่ชัดเจน

สี่ การเติมน้ำผ่านหลังคา เหมาะกับพื้นที่ชุมชน หรือครัวเรือนที่มีพื้นที่จำกัด เพราะน้ำที่เติมลงไปเป็นน้ำสะอาด จึงสามารถใช้ในครัวเรือนได้

“อย่างไรก็ตาม ผลงานการดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2563 – 2565 มีการจัดทำระบบเติมน้ำใต้ดินถึง 49 จุด และเติมน้ำได้มากกว่า 5.4 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการเติมน้ำใต้ดินทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมกว่า 31,000 ไร่ (ร้อยละ 74 ของพื้นที่ตำบล) จากพื้นที่กว่า 42,000 ไร่”

ปลุกพลังชุมชนเพิ่มมูลค่า

“อาจรีย์” กล่าวเสริมว่า ผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากโครงการฯเป็นที่น่าภูมิใจ เพราะไม่เพียงแค่ทำการเกษตรดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังปลุกพลังเศรษฐกิจชุมชน สร้างโอกาส สร้างรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืน จนทำให้คนในชุมชนเปลี่ยนมาปลูกพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง อาทิ ทุเรียน มังคุด และมะยงชิด โดยในปี 2564-2565 มีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรสะสมกว่า 1.8 ล้านบาท ทั้งยังพัฒนาต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนวัตวิถีของดีชุมชนอีกด้วย

“ปัจจุบันตำบลนนทรีมีผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น 7.57 ล้านบาทต่อปี มีกิจกรรมทางการเกษตรที่หลากหลายเพิ่มขึ้นจาก 61 เป็น 123 กิจกรรม ก่อให้เกิดผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน ที่เรียกว่า Social Return on Investment (SROI) คือ 1 ต่อ 17.09 บาท”

“ไพจิตร จอมพันธ” ประธานคณะทำงานเครือข่ายชุมชนต้นแบบเติมน้ำใต้ดิน ตำบลนนทรี อำเภอกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี กล่าวเสริมว่า ชุมชนนนทรีจะเน้นการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ ที่ผ่านมาชาวบ้านต้องเลือกปลูกพืชที่ทนแล้งได้ดี เช่น มันสำปะหลัง และยูคาลิปตัส เพราะขาดแคลนน้ำ มีปริมาณน้ำไม่แน่นอนในแต่ละปี ถึงแม้เราจะช่วยกันใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านแก้ปัญหาน้ำ แต่ยังไม่เพียงพอ จนเกือบจะถอดใจ เพราะทุกคนทำงานหนัก แต่คาดเดาผลผลิตไม่ได้

“ดังนั้นเมื่อมีโครงการเติมน้ำใต้ดินเข้ามาช่วยให้ความรู้ พวกเราจึงลงแรงร่วมใจกันพัฒนา และจัดการทรัพยากรน้ำ จนทำให้เกิดความมั่นคงของน้ำ ชาวบ้านสามารถลงทุนปลูกพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น สามารถสร้างเครือข่ายชุมชนต้นแบบเติมน้ำใต้ดินที่มีความแข็งแกร่ง และขยายจำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการอย่างรวดเร็ว

เพราะทุกคนในชุมชนได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจากการเติมน้ำใต้ดิน มีปริมาณน้ำกิน น้ำใช้อย่างพอเพียงแม้ในฤดูแล้ง ที่สำคัญ พวกเขายังช่วยกันถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร และชุมชนอื่น ๆ ที่สนใจไปแล้วกว่า 800 คน”

นับว่าน่าสนใจทีเดียว