Skip to content

“เฟด” พักขึ้นดอกเบี้ยชั่วคราว ขยับเพิ่มเป้า “จีดีพี” โต 1%

17 มิ.ย. 2566 | 08:40น.
“เฟด” พักขึ้นดอกเบี้ยชั่วคราว ขยับเพิ่มเป้า “จีดีพี” โต 1%
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ


เป็นไปตามคาดสำหรับการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีมติเอกฉันท์หยุดพักการขึ้นดอกเบี้ยเอาไว้ชั่วคราว หลังจากขึ้นติดต่อกันรวด 10 ครั้งนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในช่วง 5-5.25% การหยุดพักครั้งนี้ก็เพื่อประเมินข้อมูลใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาเพิ่มเติม รวมทั้งรอดูสักระยะว่าการขึ้นดอกเบี้ย 10 ครั้งที่ผ่านมาส่งผลอย่างไร

อย่างไรก็ตาม หากดูจากคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยของคณะกรรมการรายบุคคลหรือ dot plot ส่งสัญญาณว่าน่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกสองครั้งในปีนี้รวม 0.5% ทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดจะไปจบที่ 5.6% ภายในสิ้นปี ขณะเดียวกันบ่งชี้ว่าจะลดดอกเบี้ย 1% ในปี 2024 เหลือ 4.6% และเหลือ 3.4% ในปี 2025 ส่วนระยะยาวคาดหมายว่าจะอยู่ที่ 2.5%

คณะกรรมการยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2023 เป็น 1% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 0.4% ส่วนอัตราการว่างงานก็มีมุมมองที่ดีขึ้น กล่าวคือจะลดลงเหลือ 4.1% จากเดิม 4.5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานถูกปรับเพิ่มคาดการณ์เล็กน้อยจาก 3.6% เป็น 3.9%

“เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟดแถลงภายหลังการประชุมว่า คณะกรรมการเกือบทุกคนเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกภายในสิ้นปีนี้ เพียงแต่ครั้งนี้หยุดพักไว้ก่อนเพราะก่อนหน้านี้เราได้ขึ้นดอกเบี้ยมาไกลและเร็ว ดังนั้นจึงเห็นว่าจะเป็นการรอบคอบกว่าที่จะหยุดไว้ก่อนเพื่อรอดูผลเต็มที่จากการใช้นโยบายการเงินตึงตัวที่มีต่อเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ ส่วนการประชุมเดือนกรกฎาคม เฟดยังไม่มีการตัดสินใจใด ๆ เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุน 61.5% เชื่อว่าการประชุมวันที่ 25-26 กรกฎาคม น่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่แบงก์ออฟอเมริกา ประเมินว่าเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคมและกันยายน

สตีฟ ไวเอตต์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนบีโอเค ไฟแนนเชียล ระบุว่า แถลงการณ์ ของเฟดสื่อสารออกมาชัดเจนว่า จะมีการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตและไม่มีการปรับลด สะท้อนว่าภารกิจกำราบเงินเฟ้อยังไม่เสร็จสิ้น

“วิตนีย์ วัตสัน” หัวหน้าฝ่ายลงทุนตราสารหนี้โกลด์แมน แซกส์ แอสเสต แมเนจเมนต์ ชี้ว่า การตัดสินใจหยุดพักการขึ้นดอกเบี้ยสอดคล้องกับข้อมูลตลาดแรงงานและเงินเฟ้อที่ออกมาล่าสุด อย่างไรก็ตาม การที่เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นฟื้นตัวได้ดี รวมทั้งความเสี่ยงจากวิกฤตธนาคารลดลง ปัญหาความ
ไม่แน่นอนเรื่องเพดานหนี้ผ่านพ้นไปแล้ว และเงินเฟ้อยังเกินเป้าหมาย ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่เฟดส่งสัญญาณว่ายังจำเป็นที่จะต้องเพิ่มความตึงของนโยบาย

ในซีกของเอเชีย “เชตัน อาห์ยา” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์มอร์แกน สแตนลีย์เอเชีย กล่าวว่า ภายในไตรมาส 4 ปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจเอเชียจะเติบโตเหนือกว่าสหรัฐและยุโรปที่ระดับ 4.5% เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงเพื่อคุมเงินเฟ้อ และระดับเงินเฟ้อถึงจุดสูงสุดแล้ว จึงไม่มีแรงกดดันเงินเฟ้อมากเหมือนยุโรปและสหรัฐ โดยไตรมาส 2 คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวเป็นวงกว้าง ส่วนประเทศเอเชียที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อีก 3 ประเทศ คือ อินเดีย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่นก็กำลังมีความต้องการบริโภคภายในประเทศแข็งแกร่ง

“คาดว่าในเดือนกันยายนหรือตุลาคมนี้ เงินเฟ้อของประเทศเอเชียส่วนใหญ่ 80% จะเริ่มลดลงมาในระดับที่ทำให้ธนาคารกลางสบายใจ”

อาห์ยาระบุว่า ตลอดปี 2023 เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 5.7% สูงจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 3% เพราะการฟื้นตัวด้านการบริโภคค่อนข้างจะเข้าสู่ระดับปกติแล้ว อันจะส่งอานิสงส์ไปยังส่วนอื่น ๆ ของเศรษฐกิจด้วย อีกทั้งคาดว่ารัฐบาลจีนจะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วยการผ่อนคลายกฎระเบียบการซื้ออสังหาริมทรัพย์ รวมถึงลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์

ส่วนอินเดีย ซึ่งทำการปฏิรูปโครงสร้างหลายอย่างในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน ก็คาดว่าเศรษฐกิจขยายตัวถึง 6.5% ในปีนี้ สูงกว่าคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เชื่อว่าจะโต 5.9%