เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

รัฐแท็กทีมพลิกโฉมเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศผ่าน EEC สู่สังคมดิจิทัล

22 มี.ค. 2561 | 09:20น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดสัมมนา Thailand Taking off to New Heights ขึ้นเมื่อต้นสัปดาห์นี้ โดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ในระยะเวลา 2 ปี เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้จากการปฏิรูปประเทศของรัฐบาล ซึ่งจะเห็นได้จากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้นกว่า 200% จากปี 2558 จากคำขออยู่ที่ 983 โครงการมูลค่า 190,000 กว่าล้านบาท ก็เพิ่มขึ้นเป็น 1,456 โครงการมูลค่ากว่า 600,000 ล้านบาท และในปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนไม่ต่ำกว่า 700,000 ล้านบาท โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า GDP ปีนี้จะเติบโตมากกว่า 4% จากยุทธศาสตร์การลงทุน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

ยุทธศาสตร์โครงการลงทุนขนาดใหญ่ อาทิ โครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯและต่างจังหวัด, โครงการรถไฟฟ้าทางคู่เชื่อมโยงการขนส่งทั้งภาคเหนือ-กลาง-อีสาน-ใต้ รวมถึงโครงการพัฒนาท่าอากาศยาน โดยเป็นแผนพัฒนาช่วง 5 ปี (2560-2564) มูลค่าลงทุนล้านล้านบาท พร้อมกับโครงการลงทุนด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติ โครงการลงทุนในโครงข่ายในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติไฟฟ้าในช่วงปี 2561-2565

รวมไปถึงให้ กระทรวงคมนาคม ศึกษารถไฟกรุงเทพฯ-หัวหิน-สุราษฎร์ธานี คาดว่าจะมีการจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) แล้วเสร็จในปีนี้ พร้อมกับศึกษาเส้นทางบกเชื่อมโยงกับโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเล (Thailand Rivera) โดยเน้นผลักดันสถานที่ท่องเที่ยวให้เป็นมิติใหม่ อาหาร ส่งเสริมชุมชน นอกจากนี้ยังเร่งรัดให้มีการศึกษารถไฟความเร็วสูงเส้นทางแม่สอด จ.ตาก-จ.มุกดาหาร เชื่อมต่อถึงเวียดนาม

ยุทธศาสตร์ด้านที่ 2 คือ โครงการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเป็นฐานรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยรัฐบาลได้ผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง เชื่อม 3 สนามบินให้พร้อมรองรับนักลงทุนปี 2566 เต็มรูปแบบ ประกอบกับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก, โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงท่าอากาศยานอู่ตะเภา, โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และโครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะ 3 เช่นเดียวกัน ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 3 จะเน้นโครงการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่สังคมดิจิทัล เช่น การลงทุนในระบบอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน

“รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการลงทุนเคเบิลใต้น้ำเชื่อมโยงโครงข่ายระหว่างไทย-ฮ่องกง-จีน ยกระดับให้เป็น International Gateway ระดับภูมิภาคให้เชื่อมโยงภาคการผลิตและภาคบริการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมระบบดิจิทัลเทคโนโลยี”

ดัน CLMVT มาสเตอร์แพลน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปลายเดือนเมษายนนี้รัฐบาลและ BOI มีแผนโรดโชว์ที่ประเทศบังกลาเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันไปยังตลาดใหม่ให้เชื่อมโยงโลจิสติกส์ถึงจีน การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ร่วมกัน และรัฐบาลจะเร่งผลักดัน “CLMVT มาสเตอร์แพลน” โดยทั้งหมดจะเชื่อมให้ภูมิภาคเป็นผืนเดียวกันไปถึงจีนและอินโดจีน ไทยจะเป็นฐานสำคัญให้ กรมศุลกากร ดำเนินการเข้าออกผ่านพรมแดนอย่างเบ็ดเสร็จ (one stop service)

“ที่ผ่านมา 5 ปีที่ไทยส่งออกติดลบ 0% การส่งออกแทบจะไม่โต ขีดความสามารถในการแข่งขันจะสะท้อนถึงอันดับความน่าสนใจของนักลงทุน แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยน ไทยต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่ด้วย นโยบาย Thailand 4.0 โดยการสร้าง platform ใหม่ ๆ เช่น ปรับองคาพยพเพื่อยกระดับไปสู่การแข่งขันให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี”

ก.อุตฯดัน SMEs หนุน EEC

ด้าน นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ไทยปฏิรูปประเทศด้วยนโยบาย Thailand 4.0 แต่จะทำอย่างไรให้นำ “จุดแข็ง” ในแต่ละด้านมายกระดับให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย มิติใหม่ที่จะเกิดขึ้นแม้รัฐบาลสร้างแผนการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ผู้ประกอบการกับประชาชนต้องเป็นหุ้นส่วนร่วมกันแล้วมองไปข้างหน้า ว่าต้องเดินหน้าในระยะยาวอย่างไร ซึ่งระยะ 5 ปีแรกมีปัจจัยหลักขับเคลื่อน ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องของคน การเข้าถึงดิจิทัล เพื่อเพิ่มนวัตกรรมโปรดักต์โรบอตให้สอดคล้องการพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยตั้งเป้าภายในปี 2561 นี้จะทำงานร่วมกัน 10,000 ราย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี ส่งผลให้ลดต้นทุนการผลิต 10%

“กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมที่จะเดินหน้าเชิญชวนนักลงทุนมาเป็นหุ้นส่วนพัฒนาอุตสาหกรรม โดยกระทรวงจะดูแลด้านมาตรฐานการผลิตให้สินค้ามีคุณภาพ เพื่อให้ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีนี้เป็นไปตามเป้าที่ 700,000 ล้านบาท ซึ่งยอดกว่าครึ่งจะเป็นการลงทุนในพื้นที่ EEC”

เทสิทธิประโยชน์ EEC

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) กล่าวว่า ส่วนหนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดการลงทุนได้จริงคือ พ.ร.บ. EEC ได้ควบรวบอำนาจไว้ที่เดียวเบ็ดเสร็จ เช่น ปรับระบบการร่วมทุน ลดระยะเวลายื่นคำขอ เม็ดเงินที่จะเกิดขึ้นภายในปลายปีไม่ต่ำกว่า 700,000 ล้านบาท

ในขณะที่ นาวาเอกสมนึก แก้วมะเริง รองผู้อำนวยการการท่าอากาศยานอู่ตะเภา กล่าวถึงแผนงานปีนี้ว่า จะก่อสร้างทางวิ่งสนามบินอู่ตะเภาเป้าหมาย 2.5 แสนเที่ยวบินต่อปี สนามบิน 3 แห่งที่จะเกิดขึ้นจะเชื่อมโยงการค้าและจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในพื้นที่ EEC รวมไปถึงโครงการงานวิจัยยุทโธปกรณ์และโครงการ Medical Hub ให้เป็นศูนย์กลางการแพทย์

ส่วนการให้สิทธิประโยชน์กับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC นั้น น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า ปีนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นพื้นที่ EEC จะเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญที่ BOI จะให้สิทธิประโยชน์มากที่สุดจากเกณฑ์ปกติ โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์พื้นฐาน ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา (R&D) ผู้ประกอบการจะได้สิทธิประโยชน์พิเศษภาษีเงินได้ 10 ปี “ยกเว้น” อากรขาเข้าเพื่อวิจัยและพัฒนาให้เฉพาะ โครงการวิจัยในหมวดเทคโนโลยี หากทำกิจกรรมที่เป็นเป้าหมายรวมแล้วจะได้รับการ “ยกเว้น” ภาษีไม่เกิน 13 ปี (maximum)

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก รวมทั้งการบริจาคเงินเข้ากองทุน เข้าร่วมโครงการดูโอ หรือซื้อผลงานวิจัยในประเทศ การฝึกอบรม และล่าสุดหากฝึกอบรมด้วยระบบดิจิทัลก็สามารถขอได้เพิ่มอีก ไม่นับการผลักดันให้บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯและการให้วีซ่าพิเศษ หรือ Smart Visa จะช่วยดึงดูดนักลงทุนเพิ่มและนั่นคือ ก้าวสำคัญที่จะเกิดขึ้นในปีนี้” น.ส.ดวงใจกล่าว