เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ศุภจี เคาะแผนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ SME ปี 70 เป็น 5.8 พันล้าน วางเป้าเพิ่มศักยภาพ 4.1 หมื่นราย
Economic ศุภจี เคาะแผนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ SME ปี 70 เป็น 5.8 พันล้าน วางเป้าเพิ่มศักยภาพ 4.1 หมื่นราย
รัฐบาล ชี้เล็งแก้ กม.ปรับใช้ ‘ภาษีบาป’ มุ่งให้เงินเข้าสู่คลัง ยันไม่ยุบ 4 องค์กร
Politics รัฐบาล ชี้เล็งแก้ กม.ปรับใช้ ‘ภาษีบาป’ มุ่งให้เงินเข้าสู่คลัง ยันไม่ยุบ 4 องค์กร
เปิดมุมคิด ผู้นำธุรกิจไทย บริหารธุรกิจครอบครัวแบบ “มืออาชีพ”
Finance เปิดมุมคิด ผู้นำธุรกิจไทย บริหารธุรกิจครอบครัวแบบ “มืออาชีพ”
ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
แก้ปัญหาไตรมาส 4
Columns แก้ปัญหาไตรมาส 4
หายนะ แมนฯ ซิตี้
คุยกับเอกราช หายนะ แมนฯ ซิตี้
น้ำท่วมซ้ำเติมพืชเศรษฐกิจ ‘ข้าว-มัน-ยาง’ ราคาดีแต่ผลผลิตน้อย
Economic น้ำท่วมซ้ำเติมพืชเศรษฐกิจ ‘ข้าว-มัน-ยาง’ ราคาดีแต่ผลผลิตน้อย
สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
News สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.31% อยู่ที่ 84,766 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.31% อยู่ที่ 84,766 เหรียญสหรัฐ
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ โอดผลตอบแทนหุ้นไทย 5 ปี “ย่ำแย่” ทำได้แค่ +1.8% ต่อปี

15 ก.ค. 2566 | 19:01น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ โอดตลาดหุ้นไทยสร้างความผิดหวังปีแล้วปีเล่า หลังผลตอบแทนหุ้นไทยในพอร์ต 5 ปี “ย่ำแย่” ทำได้แค่ +1.8% ต่อปี แม้ดีกว่าดัชนีตลาดที่ -0.6% แต่ถือว่าเลวร้ายมาก ชี้หลักการลงทุน VI ที่ใช้ในตลาดหุ้นไทยแทบจะจบไปแล้ว ตอนนี้แค่ปกป้องพอร์ตไม่ให้เกิดหายนะรุนแรงเท่านั้น

วันที่ 15 กรกฎาคม 2566 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ การลงทุนในตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะยากขึ้นทุกที ไม่ใช่เพราะว่าดัชนีหุ้นไทยไม่ไปไหนเลยเพียงอย่างเดียว

แต่เป็นเพราะว่ากลยุทธ์การลงทุนแบบ VI แนว “ซุปเปอร์สต็อก” ที่ผมใช้มานาน และได้ผลดีมากมาตลอดนั้น เริ่มได้ผลน้อยลงมาก เหตุผลสำคัญผมคิดว่าเกิดจากการที่หุ้นซุปเปอร์สต็อกในตลาดหุ้นไทยเดิมนั้น “อิ่มตัว” แล้ว ราคาได้ปรับตัวขึ้นมามาก จนราคาไม่ถูกอีกต่อไป บางตัวก็อาจจะเรียกว่าแพงแล้ว

ในขณะเดียวกัน หุ้นซุปเปอร์สต็อก “รุ่นใหม่” ก็หาแทบไม่ได้ในสายตาของผม จริงอยู่ ยังมีกิจการที่ดีเยี่ยมที่อาจจะกำลังเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าพื้นฐาน นอกจากนั้น การเติบโตระยะยาวมากก็ยังไม่แน่นอน เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ตลาดหุ้นไทยยังไม่มีหุ้นดิจิทัลหรือไฮเทคที่มีความสามารถ และความได้เปรียบที่ยั่งยืนจริง ๆ

ดังนั้นการลงทุนก็เป็นความเสี่ยงเพราะหุ้นมี Margin of Safety ต่ำมาก ผมจึงไม่ลงทุน และก็พลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่รวดเร็วแบบ VI รุ่นใหม่หลาย ๆ คนทำได้ในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่เจ็บตัวเมื่อหุ้นเหล่านั้นหลายตัวตกลงมาจนแทบหายนะในช่วงเร็ว ๆ นี้

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมา น่าจะอย่างน้อย 5 ปี ของผมต้องถือว่าย่ำแย่ ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 1.8% ต่อปี แม้ว่าจะยังดีกว่าดัชนีตลาดที่ -0.6% ต่อปี แต่ก็ถือว่าเลวร้ายมาก เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผลตอบแทนของพอร์ตของผมที่มักจะสามารถเอาชนะดัชนีตลาดได้เกินกว่า 10% ต่อปีแทบทุกปีในอดีตเป็นเวลากว่า 20 ปีนั้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแทบทำไม่ได้ดีกว่าตลาดเลย

หลักการลงทุนแบบ VI ที่ใช้ในตลาดหุ้นไทยและได้ผลดีมายาวนานนั้น สำหรับผมมันแทบจะจบไปแล้ว ตอนนี้ผมแค่คิดว่า ผลดีของการลงทุนแบบ VI ที่ยังเหลืออยู่ก็คือ มันสามารถปกป้องพอร์ตไม่ให้เกิดหายนะรุนแรงได้ และบางทีก็น่าจะยังสามารถรักษาผลตอบแทนระยะยาวหลังจากนี้ได้ปีละ 5-7% แบบทบต้น

ซึ่งนั่นก็ดีพอที่จะคงพอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่ของผมไว้ในประเทศหรือตลาดหุ้นไทย เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผมอายุมากแล้ว และก็คงไม่ย้ายไปอยู่ประเทศอื่นไม่ว่าเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นจะแย่แค่ไหน

แต่ก็แน่นอนว่า ผมคงไม่ยอมที่จะลงทุนเงินทั้งหมดในที่ที่จะให้ผลตอบแทนระยะยาวต่ำหรือต่ำมาก ในฐานะของนักลงทุนที่เป็น “นักเลือก” ผมจึงต้องแสวงหาประเทศและตลาดหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนสูงและความเสี่ยงต่ำ

ซึ่งเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ผมก็เริ่มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม ที่ผมวิเคราะห์ดูแล้วว่ามีความคล้ายคลึงกับไทย โดยเฉพาะในช่วงประมาณสัก 15-20 ปีก่อน โดยเฉพาะในด้านของเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ผมค่อย ๆ ลงทุนจากเม็ดเงินไม่เกิน 5% และก็ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้ ขนาดของพอร์ตการลงทุนในเวียเนามของผมเพิ่มขึ้นจนถึงเกือบ 30% ของความมั่งคั่งไปแล้ว อานิสงส์ส่วนหนึ่งมาจากกำไรที่เพิ่มขึ้น และการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนที่ได้จากปันผลของหุ้นไทยที่ยังมีสัดส่วนกว่า 65%

ถึงวันนี้ ผมแทบจะไม่แยกว่าการลงทุนในเวียดนามเป็นเพียง “Alternative Investments” หรือ “การลงทุนทางเลือก” อีกต่อไปแล้ว และลึก ๆ แล้วผมคิดว่ามีโอกาสที่วันหนึ่งมันอาจจะใหญ่กว่าการลงทุนในประเทศไทยก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงพอร์ตที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วตามการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามและการเติบโตของบริษัทหรือหุ้นโดยเฉพาะแนว “ซุปเปอร์สต็อก” ของเวียดนามที่ผมใช้เป็นหลักในการลงทุน

มองจากภาพใหญ่ ตลาดเวียดนามตั้งแต่เปิดในปี 2000 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 23 ปี ดัชนีเพิ่มขึ้นจาก 100 จุด เป็น 1,168 จุด เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2566 ให้ผลตอบแทนแบบทบต้นถึงปีละ 11.3% เมื่อคิดรวมปันผลก็น่าจะสูงถึง 14-15% นับเป็นผลตอบแทนที่ “สุดยอด” ตลาดหนึ่งของโลก

ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีนี้ก็สูงถึงประมาณ 16-17% ไปแล้ว ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นอานิสงส์จากการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามที่โตเร็วระดับต้น ๆ ของโลกที่ระดับไม่ต่ำกว่า 6-7% ต่อปี ในช่วงระยะเวลาติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 23 ปีเช่นกัน โดยที่การเติบโตระดับนี้ยังได้รับการคาดการณ์ว่าจะดำเนินต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 10 ปีขึ้นไป โดยหน่วยงานการพัฒนาทางเศรษฐกิจระดับโลก เช่น IMF เป็นต้น

กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามของผมนั้น แน่นอนว่าเป็นแบบ VI ตั้งแต่ต้น แต่ในช่วงแรกที่เข้าไปนั้น เนื่องจากยังไม่รู้จักบริษัทจดทะเบียนและถ้ารอศึกษาก็ไม่ทัน ผมจึงใช้สูตรการลงทุนแนวของ Joel Greenblatt ที่เขียนในหนังสือ the Little Book That Beats the Market ซึ่งใช้อัตราส่วนทางการเงินที่แสดงถึงคุณภาพและราคาของหุ้นแบบ VI เป็นตัวคัดหุ้นลงทุน

ซึ่งก็ได้เข้าไปลงทุนในหุ้นขนาดเล็กนับร้อยตัว ที่ผมยังคงถืออยู่ในขณะนี้ ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ผมไม่ได้ตระหนักก็คือ การขายหุ้นที่จะต้องทำเพื่อปรับพอร์ตทุกปีตามกลยุทธ์นี้ของผมทำไม่ได้ เพราะหุ้นมีขนาดเล็กและสภาพคล่องต่ำเกินไป

กลยุทธ์ต่อมาเมื่อผมเริ่มศึกษาและมีความรู้เกี่ยวกับหุ้นรายตัวมากขึ้นก็คือ การเลือกลงทุนในหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” ของเวียดนาม วิธีเลือกหุ้นส่วนใหญ่ก็เน้นไปที่อุตสาหกรรมและหุ้นที่เคยเป็นซุปเปอร์สต็อกของไทยในอดีตประมาณ 10-20 ปีที่ผ่านมา

หุ้นที่เลือกประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่ 4 ตัว ขนาดกลางประมาณ 4 ตัว และหุ้นขนาดเล็กอีก 2-3 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่ก็เพิ่งลงทุนในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาและจนถึงทุกวันนี้ก็ยังทยอยลงทุนเพิ่มจนมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 70% ของพอร์ตหุ้นเวียดนามทั้งหมด

และก็ถือว่าขณะนี้พอร์ตการลงทุนในเวียดนามของผมก็สอดคล้องกับกลยุทธ์การเลือกหุ้นและลงทุนระยะยาวของผมแล้ว นั่นก็คือ ส่วนใหญ่หลังจากนี้ก็จะ “ถือ” ไว้เฉย ๆ ไม่ทำอะไรมากเป็นเวลา 10 ปีขึ้นไป

นับจากต้นปีนี้จนถึงวันที่ 15 ก.ค. 66 ผลตอบแทนจากดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามเท่ากับประมาณ 16-17% และเป็นการฟื้นตัวจาก “วิกฤต” ตลาดหุ้นปีที่แล้ว ที่ดัชนีตกลงประมาณ 30% หุ้นเวียดนามโดยรวมของผมปรับตัวขึ้นมาประมาณ 14-15%

โดยที่พอร์ตส่วนที่เป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อกนั้น ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าหุ้นขนาดเล็กจำนวนเป็นร้อยตัวที่ถูกเลือกโดยการกรองด้วยอัตราส่วนการเงินแบบ VI และนี่ก็เป็นความแปลกใจเล็ก ๆ ของผม แต่ที่จริงนักวิเคราะห์ของเวียดนามได้เคยบอกไว้แล้วว่า ในยามที่หุ้นกำลัง Turnaround หรือฟื้นตัวนั้น หุ้นเล็กและ “หุ้นเก็งกำไร” ที่ตกลงไปหนักในปีก่อน จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในช่วงที่หุ้นกำลังฟื้นตัว เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ นักลงทุนรายบุคคลมีสัดส่วนในการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นถึง 90% และพวกเขาชอบเล่นตัวเล็กและเก็งกำไร

และนั่นก็นำมาสู่สิ่งที่ผมจะต้องยอมรับว่า การลงทุนหุ้นซุปเปอร์สต็อกในเวียดนามนั้น ในระยะสั้น อาจจะ 2-3 ปีนี้ อาจจะไม่ใช่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด เราอาจจะต้องรอจนกว่าตลาดหุ้นเวียดนามจะพัฒนาขึ้นเป็นตลาด “Emerging Market” ที่นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ต่างชาติสามารถที่จะเข้ามาลงทุนได้

ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น หุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกก็จะเป็นที่ต้องการ และการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นก็จะโดดเด่นและยาวนานเฉกเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยเมื่อ 10-20 ปีก่อน

ในส่วนของประเทศไทยในปัจจุบัน ผมใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบซุปเปอร์สต็อกประมาณครึ่งหนึ่งของพอร์ต และอีกครึ่งหนึ่งเป็นแบบ “Super Cheap Stock” หรือหุ้นถูกมากที่ไม่ได้มีคุณสมบัติบางอย่าง เช่น การเติบโตสูง แต่มีคุณภาพอย่างอื่นดีพอใช้ และราคาหุ้นถูกมาก ผลการลงทุนที่ผ่านมาจากต้นปีนั้นคือ “เสมอตัว”

ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวเมื่อคำนึงถึงว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงประมาณเกือบ 10% ผมเองได้แต่หวังว่า ปีนี้ทั้งปีจะ “เอาตัวรอดได้” อีกปีหนึ่ง อานิสงส์จากตลาดหุ้นเวียดนามที่ในระยะหลัง ๆ สร้างผลงานที่ดีต่อเนื่อง ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยนั้นดูเหมือนว่าจะสร้างความผิดหวังปีแล้วปีเล่า