Skip to content

ดร.นิเวศน์ วิเคราะห์ นักลงทุน “อพยพ” หนีจากตลาดหุ้นไทย ยังไม่จบ

06 ส.ค. 2566 | 10:00น.
ดร.นิเวศน์ วิเคราะห์ นักลงทุน “อพยพ” หนีจากตลาดหุ้นไทย ยังไม่จบ

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ ชี้สัญญาณนักลงทุน อพยพหนีจากตลาดหุ้นไทย ยังไม่จบ แม้ต่างชาติเทขายหุ้นไทยออกไปแล้วหลายแสนล้านบาทในช่วงหลายปีมานี้ก็ตาม

วันที่ 6 สิงหาคม 2566 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูนักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่แทบจะไม่ให้ผลตอบแทนติดต่อกันมานับ 10 ปีนั้น ทำให้นักลงทุน VI หลายคนเริ่มย้ายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นอื่นมากขึ้นเรื่อย บางคนและแม้แต่ที่เป็น “VI พันธุ์แท้” ที่เคยประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และรวยไปแล้ว” จากตลาดหุ้นไทย ขณะนี้มีเงินลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศมากกว่าตลาดหุ้นไทยไปแล้ว

ส่วนตัวผมเองก็มีหุ้นต่างประเทศเกือบ 30% แล้ว และน่าจะเพิ่มขึ้นไปได้อีก อานิสงส์สำคัญส่วนหนึ่งก็คือมูลค่าของหุ้นเพิ่มขึ้นตามดัชนีหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวขึ้นเร็วกว่าตลาดหุ้นไทยมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ย้ายถิ่นสู่สถานที่อุดมสมบูรณ์กว่า

การย้ายถิ่นฐานไปสู่สถานที่อุดมสมบูรณ์กว่า” ของคนหรือมนุษย์นั้น เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตั้งแต่มีสิ่งมีชีวิตและมนุษย์ขึ้นในโลก จากประวัติศาสตร์ของคนอย่างพวกเราที่ถูกเรียกว่า “Homo Sapiens” หรือ มนุษย์ผู้ชาญฉลาด” นั้น พวกเรากำเนิดขึ้นในอาฟริกาและน่าจะอยู่ที่นั่นมาหลายแสนปี แต่แล้ว ในช่วงเวลาน่าจะประมาณ 100,000-70,000 ปี ที่ผ่านมา พวกเราก็เริ่มอพยพครั้งใหญ่” ออกจากอาฟริกาและกระจายไปทั่วโลก

โดยทวีปสุดท้ายที่ไปถึงน่าจะเป็นอเมริกาเหนือ เมื่อประมาณอย่างน้อย 20,000 ปีที่แล้ว เพราะนั่นเป็นสถานที่ที่ไปยากที่สุด

การที่ Homo Sapiens ย้ายถิ่นฐานออกจากอาฟริกานั้น สาเหตุสำคัญก็คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่อาจจะทำให้เกิดความแห้งแล้ง อาหารที่มีอยู่ไม่พอเลี้ยงคนที่อาจจะมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย อานิสงส์จากการที่ Homo Sapiens มีความรู้และความสามารถมากขึ้นเรื่อย และเริ่มสามารถเอาชนะสัตว์อื่นในการแย่งชิงทรัพยากรโดยเฉพาะอาหารที่มักจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศในช่วงเวลานับหมื่นปี

นักลงทุนแบบ VI ของไทยนั้น ได้กำเนิดขึ้นประมาณปี 2540 หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง” ที่ก่อให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่เลวร้ายกับการลงทุนของนักลงทุนในยุคก่อนหน้านั้นอย่างรุนแรง จนทำให้นักเล่นหุ้น” แทบจะสูญพันธุ์” แต่สำหรับ “Value Investor” หรือ VI ที่ยึดถือหลักการว่าซื้อหุ้น” ก็เหมือนกับการลงทุนในธุรกิจ” ช่วงเวลานั้นกลับกลายเป็นโอกาส” ที่จะได้ซื้อหุ้นหรือซื้อธุรกิจในราคาที่ถูกมาก และต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง” ซึ่งจะทำให้สามารถทำกำไรหรือได้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูงในอนาคต

คนที่เรียกว่าเป็น “VI” นั้น ถ้าจะพูดกันแบบโม้” ก็คงคล้ายกับที่เราตั้งชื่อมนุษย์ปัจจุบันว่า Homo Sapiens ซึ่งหมายถึงคนที่ชาญฉลาด” ในขณะที่คนประเภทอื่น เช่น “Homo Neanderthal” ซึ่งเคยอยู่ร่วมโลกกับตนเองมานับแสนปีและจริง ก็ฉลาดพอกัน กลับไม่ได้ถูกตั้งชื่อแบบนั้นและก็สูญพันธุ์ไปเมื่อประมาณ 40,000 ปีที่แล้ว

กล่าวก็คือ พวก VI นั้น มีความภาคภูมิใจว่าตนเองเป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาด” หรือเป็น “Intelligent Investor” ตามชื่อหนังสือที่เป็นไบเบิล” ของพวกตนเขียนโดยเบน เกรแฮมบิดาของ VI” และถ้าจะตั้ง ชื่อวิทยาศาสตร์” เลียนแบบ Homo Sapiens นักลงทุน VI ก็อาจจะมีชื่อว่า “Investo Sapiens” ที่เอาชนะนักลงทุนพันธุ์อื่น” โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทยในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

ตั้งแต่ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยดูเหมือนว่าจะเข้าสู่ภาวะแวดล้อมที่แย่ลงเรื่อย แต่คนก็อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องความผันผวนเหมือนกับเรื่องของภาวะบรรยากาศของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว” ในช่วงเวลาเป็นหมื่นปี” ในสมัยที่โลกยังอยู่ในยุคหินที่ Homo Sapiens ต้องเผชิญ

กล่าวก็คือ ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยถดถอยลงจากที่เคยสูงเป็นอันดับต้น ของอาเซียนที่ 5-7% ต่อปี เป็นประมาณ 3-4% หรือน้อยกว่าในช่วงเร็ว นี้ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไม่ไปไหนมานาน และ VI จำนวนไม่น้อยได้ผลตอบแทนการลงทุนที่น่าผิดหวังมาก ซึ่งทำให้พวกเขาต้องหาทางแก้ไข

VI จำนวนมากเริ่มเปลี่ยนแนวทางการลงทุน หลายคนเริ่มหันมาเก็งกำไร” มากขึ้น เช่น ซื้อขายบ่อยและเร็วขึ้น บางคนก็เล่นหุ้นน้อยตัวและอาจจะเน้นหุ้นที่มีโมเมนตัมคือเป็นหุ้นที่อยู่ในกระแสที่คนสนใจกันมากการคอร์เนอร์หุ้น” ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจมีมากขึ้น เหมือนว่าการลงทุนแบบ VI ดั้งเดิมที่เน้นเรื่องมูลค่าพื้นฐานเปรียบเทียบกับราคาหุ้น และมองหา Margin of Safety หรือส่วนต่างเผื่อความปลอดภัย ที่เป็นหลักการสำคัญที่สุดของ VI นั้น ถูกละเลยไปมาก

กลยุทธ์ใหม่ เหล่านั้นดูเหมือนว่าจะยังใช้ได้สำหรับ VI บางคนที่มีพลังเงินและพอร์ตใหญ่พอที่จะขับเคลื่อนหุ้นได้ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ากลยุทธ์เหล่านี้ก็กำลังได้ผลน้อยลงไปเรื่อย ปรากฏการณ์คอร์เนอร์แตก” ที่หุ้นที่เคยปรับตัวขึ้นไปเร็วมาก ตกลงมาจนแทบเป็นหายนะเมื่อเร็ว นี้ ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยถอนตัวจากหุ้นร้อนไปมาก และคิดถึงการลงทุนในตลาดหุ้นอื่นที่ดูมีอนาคตกว่า

VI อพยพลงทุนต่างประเทศ

นักลงทุน VI เริ่มอพยพ” ย้ายการลงทุนไปต่างประเทศตั้งแต่ประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว นำโดย VI รุ่นแรก ของตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนแนวเฮดจ์ฟันด์ ทั้งที่บริหารโดยคนไทยที่ลงทุนเงินของครอบครัวและที่บริหารโดยชาวต่างประเทศที่มองว่าตลาดหุ้นไทยอาจจะถึงจุดที่โตช้า” แล้ว

ในส่วนของนักลงทุนส่วนบุคคลนั้น ผมเองเป็นคนแรก ที่ไปพร้อม กับนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็น VI รุ่นเก่าและแนวพันธุ์แท้” ที่เริ่มมองเห็นว่าหุ้น value” ที่เคยหาได้ง่ายมากนั้น ล้วนมีราคาแพงเกินพื้นฐานไปมาก คุณภาพของหุ้นที่เล่นกันก็ไม่ได้โดดเด่นมากนักแต่มีการชี้นำหรือเชียร์กันหนักมากในสื่อสังคมต่าง ที่มีท่วมตลาด ที่สำคัญคือ ราคาหุ้นเหล่านั้นต่างก็วิ่งกันขึ้นเป็นร้อย เปอร์เซ็นต์ในเวลาอันสั้น

ตลาดหุ้นเวียดนามดูเหมือนจะเป็นแห่งแรกของการอพยพ” ออกจากตลาดหุ้นไทย เวียดนามถูกมองว่าอุดมสมบูรณ์มากสำหรับการลงทุนหาทรัพยากร ซึ่งก็คือ ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้จากการลงทุน เหตุผลหลักตั้งแต่แรกก็คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีและโครงสร้างพื้นฐานที่จะดีต่อไป เช่น ในเรื่องของคนที่ยังเป็นหนุ่มสาวและมีศักยภาพสูงรวมถึงการที่ประเทศอยู่ใกล้และมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับไทยมากเป็นเหตุผลสำคัญในช่วงแรกของการลงทุน

บุกเวียดนาม

หลังจากรอบแรก” ของการอพยพไปเวียดนามผ่านไป ความก้าวหน้าของเวียกนามก็ดีขึ้นเรื่อย เศรษฐกิจที่เคยดีกลายเป็นดารา” และโตเร็วเป็นอันดับต้นของอาเซียนและโลก ถนนทุกสายตอนนี้แทบมุ่งสู่เวียดนาม

อานิสงส์ส่วนหนึ่งจากการเป็นตัวเลือกของฝ่ายโลกเสรี” ที่กำลังมีปัญหากับจีน ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามสะท้อนความก้าวหน้านั้น และวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วและสูงมากและสูงกว่าไทยสมัยที่ตลาดเคยรุ่งเรือง นักลงทุนไทยแนว VI รุ่นใหม่เริ่มสนใจลงทุนผ่านกองทุนรวมเวียดนามที่เปิดเพิ่มขึ้นมากมายไม่ต้องพูดถึงกองทุนรวมส่วนบุคคลของกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งสูงที่ซื้อความคิดว่า เวียดนามคือตลาดที่มีอนาคตในระยะยาว

ต่อจากตลาดหุ้นเวียดนาม การอพยพยังดำเนินต่อไปยังตลาดหุ้นอเมริกาสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่โดยเฉพาะที่มีการศึกษาจากต่างประเทศที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและรู้จักบริษัทระดับโลกจำนวนมากที่อยู่ในสหรัฐ แต่สิ่งที่ทำให้คนสนใจลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกาจริง น่าจะอยู่ที่ผลตอบแทนตลาดหุ้นอเมริกาโดยเฉพาะในช่วงโควิด19 นั้นเติบโตโดดเด่นมากซึ่งทำให้นักลงทุนไทยลดการลงทุนในตลาดไทยลงและหันไปลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกาแทน เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ โครงสร้างพื้นฐานและต้นทุนในการซื้อขายหุ้นสหรัฐนั้นมีประสิทธิภาพและถูกลงมาก

บุกจีน

จีนเป็นอีกแห่งหนึ่งที่นักลงทุนอพยพไปหาการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า คนที่ไปจีนนั้นผมคิดว่าเป็นเพราะหุ้นมีราคาถูกมาก” วัดจากมาตรฐานแบบ VI เช่นค่า PE และ Market Cap. โดยเฉพาะของหุ้นเทคโนโลยีขนาดยักษ์ทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในหุ้นจีนดูเหมือนว่าจะยังไม่ออกผล อานิสงส์ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากนโยบายของรัฐบาลจีนที่ในระยะหลังไม่เอื้ออำนวยกับตลาดทุนนัก ทำให้นักลงทุนหลายคนดูว่าเป็นตลาดที่ยังมีความเสี่ยงสูงเกินไป และคนที่ไปดูเหมือนว่าจะต้องมีความรู้และความเข้าใจมากกว่าคนที่ไปลงทุนในต่างประเทศอื่น

การอพยพจากตลาดหุ้นไทยดูเหมือนว่าจะยังไม่จบ นักลงทุนต่างชาติเองก็ทยอยอพยพออกต่อเนื่อง คิดเป็นเงินหลายแสนล้านบาทในช่วงหลาย ปีมานี้ ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรที่จะทำให้ไทยเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ในสายตาของนักลงทุนเหมือนดังแต่ก่อน