อัพเดตพอร์ตหุ้น เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง ขายทิ้ง 2 บริษัท เก็บ KCC เพิ่ม 6 แสนหุ้น
วันที่ 30 สิงหาคม 2566 ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจ รายงานว่า จากเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2566 ที่ได้เคยมีการรายงานข่าว ส่องพอร์ตหุ้น “เสี่ยป๋อง-ภรรยา” รวยแค่ไหน ? ซึ่งผ่านมาแล้วเกือบจะ 4 เดือนเต็ม วันนี้ประชาชาติธุรกิจจะพาไปอัพเดตพอร์ตหุ้น เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง เซียนหุ้นชื่อดัง หนึ่งในปรมาจารย์ชั้นครู ที่ใช้กลยุทธ์เทคนิคเลือกหุ้นจากการดูกราฟ ว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
โดยพบว่าปัจจุบันถือหุ้นอยู่ทั้งหมด 3 บริษัท (อ้างอิงข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฯ) ประกอบด้วย 1.บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM ที่ประกอบธุรกิจดาวเทียม ธุรกิจอินเทอร์เน็ตและสื่อ ธุรกิจโทรศัพท์ในต่างประเทศ และธุรกิจร่วมทุนอื่น โดยถือหุ้นอยู่จำนวน 10 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.91%
2.บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC ธุรกิจโฮลดิ้งคอมปะนีที่ประกอบธุรกิจอย่างครบวงจรในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยถือหุ้นอยู่จำนวน 12.05 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.08%
และ 3.บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ จำกัด (มหาชน) หรือ KCC ผู้จัดหาและการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย ถือหุ้นอยู่จำนวน 4.9 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.79%
ทั้งนี้หากเทียบเคียงกับพอร์ตหุ้นที่ถือตามที่เคยรายงานเมื่อ 4 พ.ค. 2566 จะพบว่า เสี่ยป๋อง ได้มีการขายหุ้นบริษัท คิง เจน จำกัด (มหาชน) หรือ KGEN ผู้ผลิตรายการทีวีดิจิทัล และให้บริการข่าวสารโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลและสื่อรูปแบบใหม่ ที่เคยถืออยู่จำนวน 22 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.96% ออกไปทั้งหมด
และได้ขายหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS บริษัทโบรกเกอร์ซื้อขายตราสารทุนและตราสารหนี้ ที่เคยถือหุ้นอยู่จำนวน 6.8 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.17% ออกไปทั้งหมดเช่นกัน
แต่อย่างไรก็ดี พบว่าเสี่ยป๋องได้มีการเข้าซื้อหุ้น KCC เพิ่มเติมจำนวน 6 แสนหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.1% หรือจากที่เคยถือหุ้นอยู่จำนวน 4.3 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.69% ตอนนี้ขยับมาเป็น 4.9 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.79%
“สำหรับหุ้น MGC ที่เสี่ยป๋องถืออยู่นั้น เป็นการจองซื้อไอพีโอที่ราคา 7.95 บาท โดยเปิดซื้อขายวันแรกในตลาดหุ้นไทยเมื่อ 26 เม.ย. 2566 ปัจจุบันอยู่ที่ราคา 8.40 บาท หรือเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.66%
ทั้งนี้หากเสี่ยป๋องตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมด จะได้กำไรจำนวน 5.42 ล้านบาท จากเงินลงทุน 95.79 ล้านบาท โดยได้เงินคืนทั้งหมดจำนวน 101,220,000 บาท”