เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
GCAP GOLD ประเมินทองอยู่ช่วงพักฐานลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ จับตาแนวรับ 68,000–67,300 บาท
Finance GCAP GOLD ประเมินทองอยู่ช่วงพักฐานลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ จับตาแนวรับ 68,000–67,300 บาท
ศุภจี​ ชี้ปรับทัพ “บิ๊กพาณิชย์“ มุ่งเคลื่อนนโยบาย มั่นใจไร้แรงกระเพื่อมภายใน
Politics ศุภจี​ ชี้ปรับทัพ “บิ๊กพาณิชย์“ มุ่งเคลื่อนนโยบาย มั่นใจไร้แรงกระเพื่อมภายใน
สุรศักดิ์ จ่อชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้า ครม. 22 ก.ย. วงเงิน 4 พันล้าน
Politics สุรศักดิ์ จ่อชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้า ครม. 22 ก.ย. วงเงิน 4 พันล้าน
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท รูปพรรณบาทละ 68,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 600 บาท รูปพรรณบาทละ 68,750 บาท
หอการค้าเปิดเวที “Unlocking New Growth” ปลดล็อกธุรกิจไทย
Economic หอการค้าเปิดเวที “Unlocking New Growth” ปลดล็อกธุรกิจไทย
EVEANDBOY จ่อเข้า SET ยื่น IPO 170 ล้านหุ้น ระดมทุนเร่งขยายสาขา แตะ 68 แห่งในปี 2570
Finance EVEANDBOY จ่อเข้า SET ยื่น IPO 170 ล้านหุ้น ระดมทุนเร่งขยายสาขา แตะ 68 แห่งในปี 2570
ส.อ.ท. หนุนปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ ใช้ดึงลงทุน-ผลิตในประเทศเชื่อมซัพพลายเชนถึง SMEs
Economic ส.อ.ท. หนุนปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ ใช้ดึงลงทุน-ผลิตในประเทศเชื่อมซัพพลายเชนถึง SMEs
ไฮสปีดไทย-จีนยังวุ่น รับเหมาขอขยายสัญญา-เพิ่มงบก่อสร้าง
Real Estate ไฮสปีดไทย-จีนยังวุ่น รับเหมาขอขยายสัญญา-เพิ่มงบก่อสร้าง
แสนสิริปั้น ‘คอมมิวนิตี้ดอนเมือง’ 175 ไร่  ฮับโซนเหนือ-แลนด์มาร์กใหม่การอยู่อาศัย 
Real Estate แสนสิริปั้น ‘คอมมิวนิตี้ดอนเมือง’ 175 ไร่  ฮับโซนเหนือ-แลนด์มาร์กใหม่การอยู่อาศัย 
เตือนส่งออกไทยรับกฎฮาลาลอินโดนีเซีย 18 ต.ค.นี้ เร่งต่อ MRA ลดอุปสรรคการค้า
Economic เตือนส่งออกไทยรับกฎฮาลาลอินโดนีเซีย 18 ต.ค.นี้ เร่งต่อ MRA ลดอุปสรรคการค้า
ดูทั้งหมด

แนะจีน “ปล่อยมือ” หยวน ทางรอดกับดัก “หนี้ท่วม-เงินฝืด”

10 ก.ย. 2566 | 12:27น.
แนะจีน ‘ปล่อยมือ’ หยวน
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

เศรษฐกิจจีนที่เติบโตน้อยลง รวมทั้งหนี้มหาศาลของภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่กลายเป็นจุดอ่อนและจุดเสี่ยงของจีนในขณะนี้ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ อย่างเช่น ชาง-จิน เว่ย อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ได้ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงที่จะหล่นลงไปอยู่ในวงจรอุบาทว์ของภาวะ “หนี้เยอะ” และ “เงินฝืด”

หากสองอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกันจะถือว่าเป็นพิษต่อเศรษฐกิจ เพราะหากมูลค่าหนี้สูงขึ้นเรื่อย ๆ และขณะเดียวกันก็เกิดเงินฝืด จะทำให้ภาคเอกชนกู้เงินก้อนใหม่ได้ยากขึ้น จึงมีความเสี่ยงจะล้มละลายในที่สุด อันเป็นแนวโน้มที่มองเห็นได้ในขณะนี้

“ทันทีที่ภาวะหนี้เยอะและเงินฝืดปักหลักฝังแน่นแล้ว จะก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ กล่าวคือความต้องการที่ลดต่ำลง จะนำไปสู่การลงทุนลดลง ผลผลิตน้อยลง รายได้น้อยลง และทำให้ความต้องการยิ่งลดลงไปอีก” เว่ยระบุ และว่าถึงแม้รัฐบาลจะเปิดเผยขั้นตอนหลายอย่างเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทว่าธนาคารกลางจีนก็ยังไม่ได้อัดฉีดสภาพคล่องก้อนใหญ่เข้าไปในระบบ

เว่ยแนะนำว่า ธนาคารกลางจีนควรใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรครั้งใหญ่ แบบเดียวกับที่ธนาคารกลางสหรัฐและอีกหลายประเทศเคยใช้หลังเกิดวิกฤตการเงินเมื่อปี 2008 ถึงแม้การใช้คิวอีมีแนวโน้มจะทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลงไปอีก จากปัจจุบันที่อ่อนค่าไปแล้ว 5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่รัฐบาลจีนกังวลว่าจะทำให้เงินทุนไหลออกมากขึ้น แต่ตนคิดว่าการยอมให้เงินหยวนอ่อนค่า เป็นราคาที่คุ้มที่จะจ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเงินฝืดแบบฝังแน่น ขณะเดียวกัน อาจเป็นผลดีในแง่ที่ว่าจะช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าจีน ทำให้ส่งออกได้มากขึ้น

“แทนที่จะพยายามเข้ามาบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน ที่อาจทำให้ตลาดเกิดความคาดหวังว่าหยวนจะอ่อนลงอีก เจ้าหน้าที่จีนควรปล่อยให้ค่าเงินหยวนปรับตัวไปตามแรงขับเคลื่อนของตลาดอย่างเป็นธรรมชาติ”

ก่อนหน้านี้ “จ่าง จุน” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฝูตัน และผู้อำนวยการศูนย์จีนเพื่อการศึกษาด้านเศรษฐกิจในเซี่ยงไฮ้ ได้แสดงความคิดเห็นถึงสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลจีนไม่เต็มใจที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยชี้ว่ารัฐบาลจีนตระหนักเป็นอย่างดีถึงเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวลง
เรื่อย ๆ แต่อาจประเมินว่าความเสี่ยงที่เกิดจากการกระตุ้นครั้งใหญ่อาจเลวร้ายกว่าความเสี่ยงของการไม่ทำอะไรเลย หรือบางทีอาจเป็นเพราะมั่นใจมากขึ้นว่าเศรษฐกิจภายในประเทศมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะรับมือการถดถอยของเศรษฐกิจโลก และเชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นเร็วด้วยตัวเอง

นอกจากนั้น การที่ดูเหมือนจีนเลือกที่จะไม่ทำอะไรเพิ่มเติมอีก เป็นเพราะมีอุปสรรคขัดขวาง เนื่องจากหนี้ก้อนใหญ่ที่สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหนี้ที่ก่อโดยรัฐบาลท้องถิ่น ทำให้จีนเหลือช่องทางอย่างจำกัดในการลงมือแทรกแซงเศรษฐกิจ จึงเลือกจะใช้วิธีระมัดระวังมากขึ้นในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาค

เว่ยระบุด้วยว่า หากฟังจากสุนทรพจน์ของอี้ กัง อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางจีน ซึ่งกล่าวเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ จะเห็นว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดของวิลเลียม เบรนนาร์ด นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเยล ในปี 1967 ที่ว่าในสถานการณ์ที่ไม่มี
ความแน่นอน ธนาคารกลางควรงดเว้นจากการใช้มาตรการรุนแรง จึงไม่ใช้มาตรการแบบเดียวกับสหรัฐ แนวคิดนี้ของ อี้ กัง น่าจะส่งต่ออิทธิพลมายังบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางจีนจนถึงปัจจุบัน

เว่ยชี้ว่าจีนใช้นโยบายแบบ “ลดความเสี่ยง” และอนุรักษนิยม มานาน ซึ่งที่ผ่านมาอาจพิสูจน์ให้เห็นว่าได้ผลในการป้องกันวิกฤตการเงินและหนี้ แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป หลังจากเกิดโควิดระบาดและผลพวงจากนโยบายควบคุมโควิดของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจชะงัก ขาดศักยภาพที่จะปรับสมดุลตัวเองและฟื้นตัว ส่งผลให้ความต้องการลดลง

ดังนั้น สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งก็คือสร้างความต้องการให้กลับมาในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดโควิด เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ นโยบายการเงินและการคลังควรจะเป็นเชิงรุกมากขึ้น