Amazonization of Inflation
คอลัมน์ จับช่องลงทุน
โดย พูนพิชญา ปัณฑิตานนท์ ที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้ เวลธ์
สืบเนื่องจากบทความฉบับก่อนที่ผู้เขียนได้เล่าถึงเงินเฟ้อที่กำลังกลับมา อาจกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นปรับฐาน และอาจเป็นชนวนให้เกิดขาลงรอบใหม่ของตราสารหนี้ที่อาจกินเวลานานร่วมทศวรรษ แต่ว่าในวงการตลาดทุนนั้น ย่อมมีผู้ที่เชื่อและไม่เชื่อว่าเงินเฟ้อจะกลับขึ้นไปสูง ๆ เช่นในอดีต ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา
ผู้เขียนได้ค้นคว้าเพิ่มเติมและอยากนำเสนอแนวคิดอีกมุมให้ผู้อ่าน เพื่อเป็นอีกมุมมองหนึ่งเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยในบรรดาแนวคิดที่ดูมีเหตุมีผลและน่าสนใจ และผู้เขียนตัดสินใจหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นในวันนี้ คือ ประเด็น “Amazonization of Inflation” หรือถ้าให้พูดง่าย ๆ คือ เงินไม่เฟ้อเท่าที่คาด เพราะการ disrupt (ตัดตอน) ของ e-Commerce และ IOT (internet of things) ในวงการค้าปลีก ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการซื้อสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันของคนทั่ว ๆ ไป แทนรูปแบบการจับจ่ายแบบเดิม ๆ
สำหรับนิยามคำว่า “Amazonization” ได้ถูกใช้ในหลายแขนง ตั้งแต่ในวงการการตลาด การดีไซน์เว็บไซต์ แต่ Amazonization ที่เราพูดถึงนั้น มีจุดเริ่มต้นจากนาย Bilal Hafeez, Head of EMEA Research, Nomura ที่ได้อธิบายถึงการที่เงินเฟ้อค่อย ๆ ลดลงเพราะการเข้ามาแทนที่การค้าปลีกของ e-Commerce เช่น ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon โดยเงินเฟ้อของโลกเรานั้นได้ปรับลดลงมากไปช่วง 2 ทศวรรษ
ก่อนหน้านี้ จากผลของ globalization โดยเฉพาะด้านภาคการผลิตที่มีการ out source ไปในประเทศที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่า เช่น สินค้า made in China (ในอดีต) Vietnam Bangladesh เป็นต้น แต่สำหรับยุค 2010s เป็นต้นมานั้น e-Commerce และ IOT ได้ disrupt วงจรการค้าปลีกอย่างมาก โดยเฉพาะด้านต้นทุนในการกระจายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการเสนอสินค้าแบบเดียวกันที่มีราคาถูกกว่า ที่มีจำหน่ายในห้างค้าปลีกแบบดั้งเดิม
เนื่องจากมี fixed cost จากอาคาร สถานที่ และพนักงานที่น้อยกว่า หรือแม้กระทั่งการที่เทคโนโลยีในการจัดการสินค้าคงคลังที่ลดเวลาถือสินค้าในมือผู้ขายให้น้อยที่สุด จึงทำให้มีความได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนและเวลา นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคก็เริ่มเปลี่ยนไป สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเปรียบเทียบสินค้าบริการจากผู้ขายเจ้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นง่ายเพียงปลายนิ้ว เทียบกับในอดีตที่ต้องตระเวนเข้าออกร้านนั้นร้านนี้เพื่อเลือกซื้อ หรือต้องเปลืองค่าโทรศัพท์และเวลาเพื่อเช็กราคาสินค้าและบริการที่ต้องการ
ตัวอย่าง เช่น หากเราต้องการเลือกตั๋วเครื่องบินไป-กลับญี่ปุ่นสักใบ เราเพียงเข้าเว็บของ online travel agent เราก็จะได้เปรียบเทียบทั้งด้านราคา ด้านคุณภาพ (บินตรง เสิร์ฟอาหาร มีน้ำหนักกระเป๋า หรือไม่) จากทุกสายการบินที่เสนอเส้นทางดังกล่าว เป็นต้น อีกทั้งยังมีผู้ที่เคยใช้บริการอื่น ๆ
มารีวิวประกอบการตัดสินใจ เมื่อการเปรียบเทียบเกิดขึ้นง่ายก็ย่อมทำให้ผู้บริโภคเลือกจ่ายค่าสินค้าและบริการได้ถูกลงและตรงกับความต้องการมากขึ้น ผู้ให้บริการที่ขายสินค้าหรือบริการที่แพง แต่ไม่มีคุณลักษณะเฉพาะ ก็จำต้องค่อย ๆ ปรับตัวลดราคาลงมา และด้วยเหตุผลนี้ก็เป็นเหตุผลให้ธุรกิจค้าปลีกหลายแขนงในสหรัฐและประเทศที่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูง ๆ ต้องทยอยปิดตัวลง
นอกจากนี้ ผลของ e-Commerce และ IOT ที่ disrupt วงการค้าปลีกอันส่งผลต่อเงินเฟ้อนั้นก็มีการรายงานตัวเลขอย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันตัวเลขการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของสหรัฐ อยู่ที่ระดับประมาณ 76% (จากระดับ 35% ในปี 1998) และด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าบริการผ่าน e-Commerce ที่ทำให้สินค้าและบริการหลายหมวดมีราคาลดลงต่อเนื่อง ได้ทำให้เงินเฟ้อสหรัฐลดลง 0.2% ต่อปี (ตามรายงานของ Deutsche Bank) แม้ตัวเลขดังกล่าวเหมือนจะยังไม่มากนัก แต่หากพิจารณาความเป็นจริงที่การซื้อขายออนไลน์ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพราะระบบสนับสนุนการซื้อขายออนไลน์นับวันยิ่งจะสะดวกขึ้น เงินเฟ้อจึงมีโอกาสถูกกดดันไม่ให้กลับขึ้นไปสูงดังเช่นอดีตที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่ากระบวนการ “Amazonization of Inflation” จะส่งผลแค่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านวงจรการค้าปลีก (จากรูปแบบดั้งเดิมสู่ e-Commerce) ซึ่งยังคงกินเวลานับจากนี้ไปอีกสักพักใหญ่ และอาจมีส่วนให้เงินเฟ้อไม่เร่งตัวมากเกินไปอันจะเป็นผลดีต่อการลงทุน
แต่สุดท้ายแล้ว ปัจจัยเชิงคุณภาพอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างประชากร ความนิยม วิทยาการ ความก้าวหน้าอื่น ๆ คือสิ่งที่จะมีผลต่อเงินเฟ้อในระยะยาว แต่นักลงทุนอาจลองใช้แนวคิดนี้ในการ “จับช่องลงทุน” ในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านด้านโครงสร้างการค้าปลีก และอยู่ในประเทศที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มทรงตัว เช่น การลงทุนในหมวดหุ้นเทคโนโลยี (เพราะหุ้นเทคโนโลยีส่วนใหญ่นั้นเติบโตจากการ disrupt การค้าปลีก เช่น Amazon, Alibaba) ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นของค่ายฝั่งตะวันตก หรือหุ้นเศรษฐกิจใหม่ของจีนเท่านั้น กองทุนหุ้นบางกองก็เน้นลงทุนหุ้นประเทศกำลังพัฒนาและเน้นใน sector นี้และระดับราคาก็ยังถูกกว่า ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน