Skip to content

กสิกรไทย หั่นจีดีพีปี’66 เหลือโต 3% ห่วงลูกหนี้โควิดกลุ่มรถยนต์หนี้เสียพุ่ง 40% 

26 ก.ย. 2566 | 18:12น.
กสิกรไทย หั่นจีดีพีปี’66 เหลือโต 3% ห่วงลูกหนี้โควิดกลุ่มรถยนต์หนี้เสียพุ่ง 40% 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับประมาณการจีดีพีปี’66 เหลือโต 3.0% จาก 3.7% เหตุเศรษฐกิจโลก-จีนชะลอ กดดันภาคการส่งออกหดตัว -2.5% นักท่องเที่ยวมาไม่เต็มที่ ย้ำห่วงลูกหนี้รถยนต์รหัส 21 เร่งตัวเพิ่มขึ้น 40% มองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐหนุนเศรษฐกิจปีนี้จำกัด คาดหนุนปี’67 ขยายตัวเพิ่ม 1% จากประมาณการจีดีพีจะขยายตัวระดับ 4% 

วันที่ 26 กันยายน 2566 นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist  บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี’66 ลงมาอยู่ที่ 3.0% จาก 3.7% จากการที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่ยังชะลอตัวต่อเนื่อง เนื่องจากจีนยังคงเผชิญกับปัญหาด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีสัดส่วนเป็น 25-30% ของจีดีพี และมีผลต่อภาคการเงิน เพราะมีการปล่อยสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์สูงถึง 40% และมีปัญหาธนาคารเงา (Shadow Bank)

และจากแนวโน้มเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยที่ชะลอตัวลง โดยศูนย์วิจัยฯ ได้ปรับประมาณการการส่งออกหดตัว -2.5% จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ -1% ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวปรับลดลงเหลือ 27.6 ล้านคน จากเดิม 28 ล้านคน ส่งผลอุปสงค์ในประเทศยังคงได้รับผลจากการที่การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่นโยบายการเงิน มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.25% ต่อปี และ กนง.จะรอดูทิศทางเศรษฐกิจเพื่อพิจารณา

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ยังเป็นน่ากังวล คือ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเร่งตัวของหนี้รหัส-21 หรือหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน อันเนื่องมาจากสถานการณ์ไม่ปกติ เช่น โควิด-19 โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ที่มีอัตราการเร่งตัวเพิ่มขึ้นถึง 40% ณ ไตรมาสที่ 2/2566 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมูลหนี้ปัจจุบันอยู่ที่ 3.34 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 2.35 หมื่นล้านบาท และคาดว่าทิศทางจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแออยู่ สะท้อนได้จากยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ยังหดตัวต่อเนื่อง

เราปรับคาดการณ์จีดีพีปีนี้จาก 3.7% เหลือ 3.0% จากนักท่องเที่ยวที่ยังมาไม่ตามคาด และการส่งออกยังหดตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เงินเฟ้อปรับลดลงต่อเนื่องจากระดับ 1.8% เหลือ 1.4% โดยเรามองค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าระยะสั้นอยู่ที่กรอบ 36.30-36.60 บาทต่อดอลลาร์

“เนื่องจากในการประชุม FOMC เมื่อสัปดาห์ก่อน เฟด สิ่งที่ทำให้ตลาดตกใจ คือ Dot Plot ที่ยังคงมองว่าเฟดยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปลายนี้ และยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไปถึงปลายปีหน้าจากเดิมที่มองว่าจะปรับลดลงในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง 4% สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด และตัวเลขการว่างงาน 3.8% ที่ยังแข็งแกร่ง ดังนั้น จึงเป็นปัจจัยกดดันต่อเงินบาท รวมถึงเงินสกุลประเทศตลาดเกิดใหม่ให้อ่อนค่าอยู่ในช่วงนี้”

นายบุรินทร์กล่าวว่า สำหรับนโยบายที่รัฐบาลประกาศไปและจะดำเนินการเพิ่มเติม จะเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านการลดค่าครองชีพ การพักหนี้ และเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งจะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจได้จำกัดในปี 2566 แต่คาดว่าจะเห็นผลบวกชัดขึ้นในช่วงต้นปี 2567 โดยจะหนุนจีดีพีได้ประมาณ 1% จากคาดการเบื้องต้นจีดีพีปี 2567 จะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 4%

“ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยเองก็ไม่ได้สูงไปกว่าประเทศในกลุ่มเดียวกัน โดยหนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 61.7% จากเพดาน 70% และเชื่อว่าปีหน้าจะแตะระดับ  65% ตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นจะมากระทบต่ออันดับเครดิตของไทย หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการให้รายได้เพิ่ม และเศรษฐกิจเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ รวมถึงมีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน -โปร่งใสด้วย”