Skip to content

แบงก์ชาติเผยเศรษฐกิจสิงหาคมฟื้นตัว อานิสงส์ท่องเที่ยวหนุนรายรับโต

29 ก.ย. 2566 | 16:52น.
แบงก์ชาติเผยเศรษฐกิจสิงหาคมฟื้นตัว อานิสงส์ท่องเที่ยวหนุนรายรับโต

ธปท.เผยเศรษฐกิจเดือนสิงหาคม-กันยายนยังฟื้นตัวต่อเนื่อง จากภาคการท่องเที่ยว-รายรับปรับดีขึ้น แม้ว่าการบริโภค-ลงทุนเอกชนชะลอตัว หลังเร่งตัวก่อนหน้า เชื่อผลมาตรการภาครัฐ-การส่งออกเริ่มกลับมาเป็นบวกปลายปี-ต้นปี’67 หนุนเศรษฐกิจโต มองเงินบาทอ่อนค่าตามปัจจัยต่างประเทศ ชี้บอนด์ยีลด์เพิ่มขึ้นจากความกังวลของนักลงทุน พร้อมติดตามใกล้ชิด

วันที่ 29 กันายน 2566 นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า

ภาพรวมเศรษฐกิจเดือนสิงหาคม 2566 ยังคงมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง จากรายรับจากภาคการท่องเที่ยว และภาคบริการ แม้ว่าการบริโภคและการลงทุนเอกชนจะชะลอตัวลงบ้าง แต่เป็นผลมาจากการเร่งตัวในช่วงก่อนหน้านี้ และหากมองไปข้างหน้าเศรษฐกิจในเดือนกันยายนยังเป็นภาพฟื้นตัวต่อ

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล

โดยเครื่องชี้ฝั่งอุปสงค์ไปได้ค่อนข้างดี และคาดว่าในไตรมาสที่ 4/2566 หรือในต้นปี 2567 ภาคการส่งออกจะกลับมาขยายตัว ส่งผลให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจครบครันมากขึ้น

ทั้งนี้ หากดูกิจกรรมภาคบริการ จะเห็นว่าทิศทางการท่องเที่ยวยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว แม้ว่าจำนวนหัวจะลดลง โดยนักท่องเที่ยวเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 2.47 ล้านคน จากเดือนก่อนอยู่ที่ 2.49 ล้านคน คิดเป็นการหดตัว -3.7% ส่วนหนึ่งมาจากนักท่องเที่ยวจีน เพราะเศรษฐกิจจีนยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวสัญชาติอื่นยังเพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 10% รวมถึงมาเลเซีย เยอรมนี และออสเตรเลีย ส่งผลให้รายรับปรับดีขึ้น

ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวลดลง -0.5% จากเดือนก่อนอยู่ที่ 1.0% เป็นผลมาจากการเร่งตัวก่อนหน้า โดยปรับลดลงทั้งในหมวดสินค้าไม่คงทนและคงทน เช่น ยอดจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ และรถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคลยังขยายตัว รวมถึงยอดจำหน่ายเชื้อเพลิง

เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชน ปรับลดลง -1.9% ตามการลดลงของเครื่องจักรและอุปกรณ์ เนื่องจากการนำเข้าสินค้าทุนลดลง สะท้อนไปยังความเชื่อมั่นการลงทุนปรับเล็กน้อย แต่ยังอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งอยู่เหนือก่อนช่วงโควิด-19

สำหรับภาคการส่งออก (ไม่รวมทองคำ) ปรับลดลง -0.8% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และหดตัว -1.8% เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้า โดยปรับลดลงทั้งสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ รวมถึงการส่งอกยางไปจีนปรับลดลง และทุเรียนที่หมดรอบฤดูกาล ขณะที่สินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ส่งไปสหรัฐเพิ่มขึ้น

ด้านการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนขยายตัว 1.7% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากรายจ่ายประจำตามการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนบุคลากร รวมถึงเงินบำเหน็จ บำนาญ และค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ

ขณะที่รายจ่ายลงทุนหดตัว -3.8% ตามการเบิกจ่ายของหน่วยงานด้านคมนาคม หลังเบิกจ่ายไปแล้วในช่วงก่อนหน้า สำหรับรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัว -19.4% จากผลของฐานสูง ตามการเบิกจ่ายในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในปีก่อน

“ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงเป็นทิศทางเดิม คืออยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยผลของมาตรการภาครัฐ ทั้งมาตรการค่าครองชีพ ดิจิทัลวอลเลต เราได้ใส่ไว้ในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว แต่ผลส่วนใหญ่จะตกไปในปี 2567 เช่นเดียวกับความเสี่ยงด้านสูงก็อยู่ในปีหน้าเช่นกัน ทั้งเรื่องของนโยบายภาครัฐ การส่งออกที่ยังคงต้องติดตาม รวมถึงผลจากเอลนีโญ”

สำหรับด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.88% จากเดือนก่อนอยู่ที่ 0.38% จากหมวดพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันเบนซิน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.79% ทรงตัวเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่อยู่ 0.86% จากหมวดอาหารสดปรับลดลง และตามราคาอาหารสำเร็จรูป และราคาเนื้อสุกรตามอุปทานในตลาดที่เพิ่มขึ้น

ด้านตลาดแรงงานปรับดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นตามมาตรา 33 ปรับเพิ่มขึ้น 0.34% โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคบริการ โดยผู้รับสิทธิว่างงานรายใหม่ปรับลดลง และเริ่มเห็นสัญญาณการย้ายของแรงงานกลับมาสู่พื้นที่เศรษฐกิจหลักมากขึ้น

สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล จากดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 401 ล้านดอลลาร์ จากเดือนก่อนที่หดตัว -508 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ดุลบริการ รายได้ และเงินโอนขาดดุลใกล้เคียงกับเดือนก่อน

ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์เฉลี่ยอ่อนค่าลง เนื่องจาก 1.ตลาดปรับเพิ่มการคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) 2.การอ่อนค่าของค่าเงินหยวนตามตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ต่ำกว่าตลาดคาด

และ 3.ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ออกมาต่ำกว่าตลาดคาด ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่ ธปท.ให้ความสำคัญและติดตามภาวะการเงินอย่างใกล้ชิด แต่ปัจจุบันบอนด์ยีลด์ยังอยู่ในอัตราที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน

“ค่าเงินบาทในเดือนสิงหาคมอ่อนค่า 35.04 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งมาจากปัจจัยภายนอกและภายใน โดยเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวดีขึ้น ประกอบกับค่าเงินหยวนอ่อนค่าจากเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวไม่ดี และปัจจัยในประเทศจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาแย่กว่าคาด

และในเดือนกันยายนเงินบาทยังมีทิศทางอ่อนค่าอยู่ที่ 35.69 บาทต่อดอลลาร์ เป็นผลมาจากความกังวลของนักลงทุนในเรื่องของนโยบายเสถียรภาพทางการคลัง อย่างไรก็ดี ค่าเงินเมื่อเทียบกับคู่ค้าและคู่แข่งไม่ได้ปรับอ่อนค่ามากนัก”