Canon โหมตลาดโค้งท้าย บูมกล้องเอ็นทรี่กวาดลูกค้าใหม่
เนตรนรินทร์ จันทร์จรัสสุข
สัมภาษณ์
แคนนอน หนึ่งในรายใหญ่ของวงการกล้องดิจิทัล เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เตรียมเร่งเครื่องทำตลาดเต็มที่ในช่วงโค้งท้ายของปี 2566 นี้ เพื่อชิงเม็ดเงินช่วงไฮซีซั่น พร้อมด้วยกลยุทธ์สำหรับรับมือข้อเสียเปรียบอย่างการไม่มีกล้องรุ่นแฟลกชิปมาเปิดตัวเป็นไฮไลต์ช่วยเรียกความสนใจในช่วงนี้เหมือนคู่แข่ง
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “เนตรนรินทร์ จันทร์จรัสสุข” ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์คอนซูเมอร์อิมเมจจิ้งอินฟอร์เมชั่น บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ถึงกลยุทธ์การรับมือการแข่งขันและชิงความได้เปรียบในช่วงโค้งท้ายที่เป็นไฮซีซั่น
โค้งท้ายแนวโน้มสดใส
“เนตรนรินทร์” กล่าวว่า ช่วงโค้งท้ายปี 2566 นี้ ตลาดกล้องดิจิทัลมีแนวโน้มที่ดีและจะเป็นจังหวะสำคัญของตลาดรวมถึงแคนนอนเอง เนื่องจากสถานการณ์ซัพพลายสินค้าฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้มีสินค้าพร้อมจำหน่ายในปริมาณมากกว่าที่ผ่านมา
พร้อมกันกับที่ตลาดมีดีมานด์สูงขึ้นต่อเนื่อง ตามกระแสการขยายตัวของวงการคอนเทนต์ครีเอเตอร์หลังผู้คนหันมาสร้างคอนเทนต์หรือเป็นครีเอเตอร์เอง ส่วนกลุ่มมืออาชีพทั้งฟรีแลนซ์และสังกัดโปรดักชั่นเฮาส์ต่างเริ่มอัพเกรดอุปกรณ์หลังปริมาณงานเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการกล้อง เลนส์ และอุปกรณ์ถ่ายภาพ รวมถึงวิดีโอเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
สะท้อนจากผลประกอบการของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมโตขึ้นจากปีที่แล้วมาก เช่นเดียวกับร้านกล้องที่เริ่มสั่งสินค้าเข้าร้านเตรียมรับดีมานด์ช่วงไฮซีซั่นแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้โหมจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นยอดกันอย่างต่อเนื่อง
สำหรับทิศทางของแคนนอนในช่วงโค้งท้ายซึ่งเป็นไฮซีซั่นและการแข่งขันดุเดือดนี้ ผู้บริหารแคนนอนย้ำว่า แม้บริษัทจะไม่มีกล้องระดับแฟลกชิปรุ่นใหม่มาเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3-4 แต่ไม่ทำให้เสียเปรียบคู่แข่งแน่นอน เพราะจะใช้ความหลากหลายของไลน์อัพสินค้าปัจจุบันมาเป็นจุดแข็ง โดยจะโฟกัสจับกลุ่มผู้สนใจเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่กำลังเติบโตรวดเร็ว ด้วยกล้อง APS-C รุ่น EOS R50 และกล้องฟูลเฟรมรุ่น EOS RP
โดยชูจุดแข็งเรื่องราคาจับต้องง่ายในระดับประมาณ 2.59 หมื่นบาท และ 3.4 หมื่นบาท ตามลำดับ ควบคู่กับความง่ายในการใช้งานอย่างโหมดสำหรับถ่ายวิดีโอรีวิวสินค้า โหมดสตรีมมิ่งแทนกล้องเว็บแคม การถ่ายวิดีโอแนวตั้ง ฯลฯ ซึ่งต่างตอบโจทย์ของคอนเทนต์ครีเอเตอร์มือใหม่ที่อัพเกรดตัวเองมาจากสมาร์ทโฟน จึงอาจยังไม่ชำนาญการใช้กล้องแบบเปลี่ยนเลนส์ได้มากนัก
เพิ่มงบฯ-เพิ่มความถี่โปรฯ
พร้อมกับเพิ่มงบฯการตลาดให้สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วในหลักหลายสิบล้านบาท เพื่อโหมทำการตลาดเข้มข้นขึ้น ด้วยยุทธศาสตร์การสร้างแคมเปญโปรโมชั่นที่ปรับใหม่ให้สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันการวางแผนแคมเปญและโปรโมชั่นของบริษัทได้เพิ่มความถี่การวิเคราะห์ข้อมูลฟีดแบ็กจากผู้บริโภคผ่านร้านดีลเลอร์ กิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ก่อนจะนำข้อมูลมาพูดคุยกันทุกสัปดาห์ เพื่ออัพเดต-ปรับแผนแบบเดือนต่อเดือนและลงลึกแบบรายร้านค้า-รายสาขา
ตามเป้าตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ตรงจุดมากที่สุดทั้งการทำโปรโมชั่นราคา ผ่อน 0% และกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะกิจกรรมเวิร์กช็อปทดลองใช้กล้อง ออกทริปถ่ายภาพแนวต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยย้ำจุดเด่นเรื่องความหลากหลายของไลน์อัพกล้องที่ตอบโจทย์การใช้งานแต่ละสไตล์ไม่ว่าจะภาพนิ่งหรือวิดีโอ โดยบริษัทส่งทีมงานเดินสายซัพพอร์ตการจัดกิจกรรมของคู่ค้าแบบรายสัปดาห์ รวมถึงมีการจองคิวทีมงานล่วงหน้าอีกด้วย
“ปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการที่เฉพาะเจาะจงแยกย่อยลงไปเยอะมาก ทำให้การจัดเวิร์กช็อป ทดลองสินค้าและอื่น ๆ มีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากเป็นโอกาสให้แบรนด์สามารถรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ อย่างสินค้าที่ต้องการ ปัญหาในการใช้งาน ฯลฯ จากผู้บริโภคได้โดยตรง ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังต้องการทดลองใช้กล้องก่อนตัดสินใจซื้อเช่นกัน”
ตัวอย่างเช่น เดือนตุลาคมจัดแคมเปญ “Happy Holiday” บริการตรวจเช็กและทำความสะอาดกล้องแบบด่วน ฟรี ที่ศูนย์บริการอาคารสาทรสแควร์ ตอบโจทย์ผู้ที่มีแผนพกกล้องออกทริประหว่างหยุดยาวในเดือนนี้และปลายปี รวมถึงการเปิดตัวเลนส์ RF10-20mm f/4L IS STM เลนส์ซูมมุมกว้างพิเศษสำหรับกล้องฟูลเฟรม
ส่วนช่วงงานโฟโต้แฟร์ 2023 วันที่ 9-12 พฤศจิกายน ที่สยามพารากอน ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีของวงการ ครั้งนี้จะมีทั้งโปรโมชั่นราคา แคชแบ็กและผ่อนไม่น้อยกว่าคู่แข่งแน่นอน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน พร้อมขยายสัดส่วนพื้นที่โซนการถ่ายวิดีโอให้มากขึ้นตามเทรนด์ของตลาด
เนตรนรินทร์กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ้นปี 2566 นี้ บริษัทวางเป้าครองส่วนแบ่งเซ็กเมนต์กล้องดิจิทัลฟูลเฟรมไม่ต่ำกว่า 40% ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าได้ หลัง 8 เดือนมีส่วนแบ่งกล้องฟูลเฟรม 41.1% แล้ว ส่วนปี 2567จะเดินหน้าเจรจากับบริษัทแม่เพื่อดึงซัพพลายเข้ามาในประเทศไทยให้มากขึ้นอีก ตามดีมานด์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น