Skip to content

กระทรวงแรงงานทบทวนค่าแรงใหม่ อีก 2 สัปดาห์เคาะ ยันทันต้นปี

13 ธ.ค. 2566 | 10:06น.
กระทรวงแรงงานทบทวนค่าแรงใหม่ อีก 2 สัปดาห์เคาะ ยันทันต้นปี

“เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี เผย รมว.แรงงาน ดึงกลับไปปรับปรุงสูตรค่าแรงใหม่ คาดอีก 2 สัปดาห์นำเข้าพิจารณาใหม่ ยันทันช่วงปีใหม่ ไม่ตอบคำถาม 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศ แรงงานลุ้นตัวเลขสูงกว่าที่ประกาศปัจจุบัน คาดรายใหญ่พร้อมรับมือต้นทุนขยับ แต่หวั่นกระทบเอสเอ็มอีผู้ประกอบการรายเล็ก ที่ส่วนใหญ่จ้างรายวัน

วันที่ 12 ธันวาคม 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการหารือเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในที่ประชุม ครม.ว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน นำมติคณะกรรมการไตรภาคี ที่ประชุมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา มีมติปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับเพิ่ม 2-16 บาท นำเข้ามาเสนอ และท่านก็สรุปเองว่า ต้องกลับไปตั้งข้อสังเกตและพิจารณาปรับสูตรของการคิดค่าแรงใหม่

ส่วนค่าแรงขั้นต่ำจะต้องปรับขึ้นมากกว่านี้หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ตั้งข้อสังเกตไปแล้ว ก็ต้องให้เกียรติคณะกรรมการไตรภาคี พูดได้แค่นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทันช่วงปีใหม่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า คิดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.อีกครั้งในสัปดาห์หน้า หรือไม่เกิน 2 สัปดาห์ อาจจะเป็นวันที่ 25 ธันวาคม น่าจะเอาเข้ามาทันได้

เมื่อถามว่า ตัวเลขที่นายกฯหวังจะต้องขึ้นค่าแรงเท่าไหร่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ก็ไม่ใช่ตัวเลขปัจจุบัน ก็ต้องฟังเขาก่อนเพราะมีข้อกฎหมายหลาย ๆ อย่างที่ทักท้วงเข้ามา แต่สิ่งที่ผมต้องการไม่ใช่ตัวเลขจำนวนนี้”

เมื่อถามว่า จะได้ 400 บาทเท่ากันทั่วประเทศหรือไม่ นายเศรษฐาปฏิเสธตอบคำถาม โดยบอกว่า “คำถามต่อไปครับ”

แจงเผยเหตุถอนมติไปทบทวน

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า กระทรวงแรงงานนำมติคณะกรรมการไตรภาคี ที่ประชุมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา มีมติปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับเพิ่ม 2-16 บาท มานำเสนอให้ ครม.รับทราบ แต่เนื่องจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงานตั้งข้อสังเกตว่า การใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 87 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ซึ่งตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำ ที่คณะกรรมการค่าจ้างใช้เป็นหลักเกณฑ์ขึ้นค่าแรงที่เอาตัวเลขต่าง ๆ ย้อนหลัง 5 ปีมาคำนวณเฉลี่ยนั้น เป็นการนำตัวเลข 2563-2564 มาร่วมพิจารณาด้วย

ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง ติดลบมาก ๆ เพราะโควิด-19 การนำตัวเลข 2 ปีนี้มาคำนวณด้วยจะทำให้ได้ตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริง และผิดมาตรฐาน จึงน่าจะนำออกไป

ครม.รับทราบและแสดงความเห็นด้วยในข้อสังเกตนั้น ครม.ให้สิทธิกับ รมว.แรงงานว่าจะยืนยันเสนอให้รับทราบหรือไม่ นายพิพัฒน์จึงขอถอนไปก่อน จึงเท่ากับ ครม.ได้ยินเฉย ๆ ยังไม่ได้รับทราบอย่างเป็นทางการ

ฉุดขีดความสามารถแข่งขัน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า การปรับขึ้นค่าจ้าง 2-16 บาทต่อวัน หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.37% โดยอัตราค่าจ้างสูงสุดในบางจังหวัดจะขึ้นไปอยู่ที่ 370 บาทต่อวัน ถือเป็นต้นทุนค่าจ้างที่สูงขึ้นอยู่แล้ว หากมีการทบทวนค่าจ้างขึ้นไปที่ 400 บาทต่อวันตามที่หาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ จะยิ่งกดดันอย่างหนัก ผู้ประกอบการจะอยู่ยาก บั่นทอนขีดความสามารถการแข่งขันไทย

เบื้องต้นพบว่า 46 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท.มีแรงงานเข้มข้นถึง 50% หรือประมาณ 23 กลุ่ม เช่น อุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป สิ่งทอ ฯลฯ ซึ่งการปรับขึ้นค่าแรงจะยิ่งส่งผลให้การจ้างงานลดลง เพื่อลดภาระต้นทุน และหันไปใช้ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติแทนคนมากขึ้น ไม่ส่งผลดีต่อแรงงานในระยะยาว เพราะจะตกงานเพิ่ม

“การที่ไทยมีต้นทุนต่าง ๆ เพิ่มทั้งค่าไฟที่แพงกว่าเพื่อนบ้าน ค่าจ้างที่สูงขึ้น และความเสียเปรียบที่มีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่น้อยกว่าเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม เมื่อรวมปัจจัยต่าง ๆ จะทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านแทน เป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนไป”

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำ ส.อ.ท.และเวทีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้คงนโยบายในการพิจารณาผ่านกลไกคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ที่สอดรับกับกฎหมาย มีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เมื่อรัฐกลับให้ทบทวนก็คงจะต้องมาดูรายละเอียดและคงจะต้องหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ปรับค่าแรงขั้นต่ำ ตัวล่างขึ้นน้อย

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า การที่กระทรวงแรงงานดึงเรื่องการปรับค่าแรงไปทบทวนใหม่ในแง่ประชาชน อาจจะมองว่าดี เพราะอัตราที่ปรับขึ้นมาในด้านต่ำสุดเพียง 2 บาท ถือว่าน้อยเกินไป แต่อีกด้านหนึ่งการปรับขึ้นค่าแรงงานจะส่งผลต่อต้นทุนเอกชนแน่นอน ซึ่งต้องวางแนวทางที่แรงงานอยู่ได้เอกชนอยู่ได้ ดังนั้นควรเพิ่มขั้นต่ำ จาก 330 เป็น 340-345 บาท

เพราะหากดูจากสถิติย้อนหลังการปรับค่าแรง 5 ครั้งที่ผ่านมา จะพบว่าอัตราค่าแรงบนกับล่าง จะห่างกัน 10-25 บาท หรือประมาณ 3-8% แต่ครั้งนี้ห่างกันถึง 40 บาท หรือ 12% เพราะฉะนั้นค่าแรงตัวบนที่เหมาะสมควรขยับ 5% จากปีก่อน แต่ตัวล่างที่ปรับมาอยู่ที่ 330 บาทยังต่ำเกินไป ควรปรับให้อยู่ระดับ 340-345 บาท ทำให้อัตราค่าแรงงานรอบใหม่อยู่ระหว่าง 370-345 บาท

หวั่นกระทบ SME รายเล็ก

นายชัยวัฒน์ ตันติวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ และประธานกรรมการบริหารด้านการเงินและการลงทุน (CFO) บริษัท อาณา ดีเวลอปเมนท์ จำกัด ในกลุ่มไตร พร็อพเพอร์ตี้ เจ้าของโครงการคอนโด “สเปซ เชิงทะเล” จังหวัดภูเก็ต แสดงความเห็นว่า ถึงแม้รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นค่าแรงในปี 2567 แต่บริษัทไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองตั้งแต่กลางปี 2566 จึงนำมาคำนวณเป็นต้นทุนล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทล็อกค่าแรงงานก่อสร้างไว้ที่ 380 บาท

ดังนั้น ข้อมูลเบื้องต้นที่รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในจังหวัดภูเก็ต จากวันละ 354 บาท เพิ่มอีก 16 บาท ขึ้นมาเป็นวันละ 370 บาท ถือว่ายังอยู่ในคาดการณ์ต้นทุนพัฒนาโครงการ จึงยืนยันได้ว่าคอนโดฯ สเปซ เชิงทะเล ยังรักษาผลประกอบการตามแผนที่วางไว้ทุกประการ

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ผลกระทบรุนแรงจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำน่าจะอยู่ที่ผู้ประกอบการ SMEs มากกว่า เพราะส่วนใหญ่มีการจ้างงานแบบรายวัน ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่น่าจะมีการเตรียมตัวรับมือกับต้นทุนค่าแรงตามนโยบายหาเสียงไว้อยู่แล้ว

ปลัดแรงงานแจงขึ้นค่าแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี (นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล) ชุดที่ 22 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2567 เพิ่มในอัตราวันละ 2-16 บาท แบ่งเป็น 17 อัตราทั่วประเทศ โดยอัตราสูงสุด คือ ภูเก็ต วันละ 370 บาท และต่ำสุด คือ จังหวัดชายแดนใต้ นราธิวาส, ปัตตานี และยะลา วันละ 330 บาท และกำหนดเสนอเข้าที่ประชุม ครม. 12 ธ.ค. 2566 นี้ เพื่อให้มีผลทันใช้วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป แต่ภายหลัง นายกฯเศรษฐา ให้ทบทวน เนื่องจากอัตราที่ไตรภาคเสนอน้อยเกินไป

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้เป็นการปรับเพื่อให้แรงงานแรกเข้าทํางาน สามารถดํารงชีพอยู่ได้ตามสมควรแก่มาตรฐานการครองชีพ สภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน รวมทั้งเหมาะสมตามความสามารถของธุรกิจในท้องถิ่น โดยมีสูตรคำนวณโดยคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อ เศรษฐกิจ และค่าครองชีพแต่ละจังหวัด โดยพิจารณาบนพื้นฐานของความเสมอภาค และรับฟังความคิดเห็นของไตรภาคีที่เป็นตัวแทนของทุกฝ่าย