เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อัพเดตค่าธรรมเนียม ‘Shopee-Lazada’ ล่าสุด เฉพาะ GP จ่ายสูงสุด 19.26%
Tech อัพเดตค่าธรรมเนียม ‘Shopee-Lazada’ ล่าสุด เฉพาะ GP จ่ายสูงสุด 19.26%
CAAT แจงเกณฑ์เปิดตรวจกระเป๋าเช็กอิน ทำเฉพาะกรณีพบสิ่งต้องสงสัย
News CAAT แจงเกณฑ์เปิดตรวจกระเป๋าเช็กอิน ทำเฉพาะกรณีพบสิ่งต้องสงสัย
ไทยรื้อวง JTC เมียนมารอบ 10 ปี เร่งปลดล็อกการค้า ดันเป้า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์
World ไทยรื้อวง JTC เมียนมารอบ 10 ปี เร่งปลดล็อกการค้า ดันเป้า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์
OR เผยครึ่งปีแรก 2569 รายได้ เฉียด 4 แสนล้าน
Business OR เผยครึ่งปีแรก 2569 รายได้ เฉียด 4 แสนล้าน
CIMB ชี้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 1.6 ล้านล้าน ช่วยหลายอุตสาหกรรมไทย มองรัฐบาลตื่นตัวออกกฎเกณฑ์
Finance CIMB ชี้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 1.6 ล้านล้าน ช่วยหลายอุตสาหกรรมไทย มองรัฐบาลตื่นตัวออกกฎเกณฑ์
‘ปลอดประสพ’ ฝากข้อคิด ‘อ.วีระ’ วอนให้เกียรติข้าราชการ ยันที่พักอุทยานฯ เน้นอิงธรรมชาติ
Politics ‘ปลอดประสพ’ ฝากข้อคิด ‘อ.วีระ’ วอนให้เกียรติข้าราชการ ยันที่พักอุทยานฯ เน้นอิงธรรมชาติ
มาคาเลียส ชี้กลุ่มท่องเที่ยวชู ‘อี-โวเชอร์’ บริหารรายได้ธุรกิจยุคใหม่
Business มาคาเลียส ชี้กลุ่มท่องเที่ยวชู ‘อี-โวเชอร์’ บริหารรายได้ธุรกิจยุคใหม่
GOLD2go รุกภาคตะวันออก ผนึกร้านทองพันธมิตร รับเทรนด์ออมทอง 100 บาท ถือครองจริงได้
Finance GOLD2go รุกภาคตะวันออก ผนึกร้านทองพันธมิตร รับเทรนด์ออมทอง 100 บาท ถือครองจริงได้
ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค ลุยทุกเส้นทาง
Automotive ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค ลุยทุกเส้นทาง
วีระ ขอโทษ เข้าใจผิดปมเข้าพักเกาะสิมิลัน – วอนอย่าตั้งกรรมการสอบ หน.อุทยานฯ
News วีระ ขอโทษ เข้าใจผิดปมเข้าพักเกาะสิมิลัน – วอนอย่าตั้งกรรมการสอบ หน.อุทยานฯ
ดูทั้งหมด

เปิดจดหมาย ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ถึง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

03 ม.ค. 2567 | 13:36น.
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ขอจัดสรรก๊าซธรรมชาติผลิตจากอ่าวไทยให้เป็นธรรม

วันที่ 3 มกราคม 2567 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ว่า ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ด่วนที่สุด ต้นฉบับส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2567 เรื่อง ขอให้พิจารณาจัดสรรก๊าซธรรมชาติผลิตจากอ่าวไทยให้เป็นธรรมแก่ประชาชน และให้ถูกต้องตามกฎหมาย

อ้างถึง หนังสือนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ถึงนายกรัฐมนตรี สำเนาเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2561 และฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2561

ตามที่รัฐบาลได้จัดให้มีการประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย G1/61 และ G2/61 ในระบบแบ่งปันผลผลิตนั้น

ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า มีผลทำให้ปิโตรเลียมที่ผลิตขึ้นมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งรัฐบาลจะต้องบริหารจัดการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 และ 1305 จึงขอเรียนข้อมูลมาดังนี้

1.ปิโตรเลียมจากสัญญาแบ่งปันผลผลิตมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ในระบบสัมปทานนั้น พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 มาตรา 56 บัญญัติให้ผู้รับสัมปทานมีสิทธิขายและจำหน่ายปิโตรเลียมที่ผู้รับสัมปทานผลิตได้ จึงไม่มีประเด็นว่าปิโตรเลียมที่ผลิตมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่

แต่ในระบบแบ่งปันผลผลิตตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2560 หมวด 3/1 สัญญาแบ่งปันผลผลิตนั้น ผลผลิตปิโตรเลียมที่รัฐได้รับเป็นส่วนแบ่งย่อมมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินชัดเจน

สำหรับผลผลิตปิโตรเลียมที่เป็นส่วนแบ่งของผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตนั้น  เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. 2561 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2561 ข้อ 6 การจัดการผลผลิตน้ำมันดิบ และ ข้อ 7 การจัดการผลผลิตก๊าซธรรมชาติ

ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า วิธีปฏิบัติที่ระบุไว้ ทำให้ผลผลิตปิโตรเลียมที่เป็นส่วนแบ่งของผู้รับสัญญาฯ มีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 ด้วย

ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่ารัฐบาลมีหน้าที่ออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์กรก๊าซแห่งชาติ เพื่อเป็นผู้บริหารจัดการผลผลิตปิโตรเลียมจากสัญญาแบ่งปันผลผลิตทั้งหมด ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305

2.การจัดลำดับสิทธิการใช้ประโยชน์ผลผลิตปิโตรเลียมจากอ่าวไทย

ข้าพเจ้าขอเรียนว่า ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทยนั้น มีราคาต่ำกว่าก๊าซธรรมชาตินำเข้า และเมื่อนำก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทยไปแยกเป็นก๊าซหุงต้ม (LPG) ก็จะมีราคาต่ำกว่าก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างมาก

แต่รัฐบาลมิได้ให้ประโยชน์ในก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทยแก่ประชาชนในฐานะเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม จำเป็นต้องแก้ไขโดยด่วน

ในขณะนี้ประชาชนชาวไทยกำลังเดือดร้อนอย่างหนักเรื่องค่าครองชีพราคาพลังงาน จากการที่รัฐบาลสมัยพลเอกประยุทธ์ได้กำหนดราคาขายก๊าซหุงต้ม (LPG) แก่ภาคครัวเรือน โดยอ้างอิงราคาสมมุติว่านำเข้าก๊าซหุงต้ม (LPG) จากประเทศซาอุดีอาระเบีย บวกค่าใช้จ่ายในการนำเข้า

ทั้งที่ปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทยที่ส่งเข้าไปยังโรงแยกก๊าซในไทย สามารถผลิตก๊าซหุงต้ม (LPG) ได้มากถึงปีละประมาณ 2.9 ล้านตัน ซึ่งเกินพอปริมาณที่ครัวเรือนใช้ประมาณปีละ 2 ล้านตันอยู่แล้ว

จึงไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาลจะไปกำหนดให้ประชาชนต้องเดือดร้อนโดยนำเอาราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) นำเข้าที่แพงกว่ามาก เข้ามาเกี่ยวข้องในการกำหนดราคาแก่ประชาชน

แต่รัฐบาลควรเปลี่ยนแปลงการจัดลำดับสิทธิการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติผลิตจากอ่าวไทยให้ประชาชนรายย่อยก่อนผู้อื่น ในฐานะปวงชนชาวไทยที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 3 บัญญัติไว้

ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า ท่านควรเสนอนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ทำการแก้ไขการจัดลำดับสิทธิการใช้ก๊าซจากอ่าวไทยใหม่โดยพลัน และสั่งการต่อองค์กรก๊าซแห่งชาติที่จะจัดตั้งขึ้น ดังนี้

ลำดับที่หนึ่ง ให้จัดสรรก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ผลิตในโรงแยกก๊าซในไทย ให้แก่ครัวเรือนเป็นลำดับที่หนึ่ง โดยคิดต้นทุนตามราคาก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทย ไม่เกี่ยวข้องกับก๊าซหุงต้ม (LPG) นำเข้าจากประเทศซาอุดีอาระเบีย

ซึ่งจะช่วยลดราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ลงทันที และจะช่วยแก้ปัญหาที่รัฐบาลต้องชดเชยเงินเป็นประจำทุกวันจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) อีกด้วย

ลำดับที่สอง ให้จัดสรรก๊าซธรรมชาติที่เหลือ และก๊าซสำเร็จรูปที่เกิดจากการแยกที่เหลือ ให้เป็นสิทธิของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) โดยคิดต้นทุนตามราคาก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทย ไม่เกี่ยวข้องกับก๊าซหุงต้ม (LPG) นำเข้าจากประเทศซาอุดีอาระเบีย

เพื่อจะลดต้นทุนผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. เพราะประชาชนเป็นเจ้าของ กฟผ.เต็มร้อยเปอร์เซนต์

ลำดับที่สาม ให้จัดสรรก๊าซธรรมชาติที่เหลือจากผู้ใช้ลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 แก่ภาคปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้าเอกชนต่อไป

ข้าพเจ้าเห็นว่าข้อเสนอนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 50 (2) มาตรา 52 มาตรา 57 มาตรา 58 ประกอบมาตรา 278 และมาตรา 72 (5)

3.สิทธิในการเข้าไปร่วมถือหุ้นในสัญญาแบ่งปันผลผลิต

ในเอกสารเชิญชวนให้ยื่นข้อเสนอการประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย G1/61 และ G2/61 ข้อ 4.4.10 การให้หน่วยงานของรัฐเข้าร่วมลงทุน (State Participation) ระบุว่า

“กระทรวงพลังงานสงวนสิทธิที่จะมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ร่วมลงทุนในสัญญาแบ่งปันผลผลิต (State Participation) ในสัดส่วนการลงทุนไม่เกินร้อยละ 25 ภายใต้หลักการการร่วมลงทุนอย่างเท่าเทียมกันกับผู้ขอสิทธิที่ได้รับการคัดเลือกโดยผู้ขอสิทธิต้องเสนอหลักการและเงื่อนไขการให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ร่วมลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 25”

ข้าพเจ้าขอเรียนว่า สิทธิการลงทุนดังกล่าวนับเป็นทรัพยสิทธิที่มีมูลค่าตีราคาเป็นเงินได้ และเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐบาลไทยที่ไม่อาจสละทิ้ง และไม่อาจยกประโยชน์ไปให้แก่ผู้อื่นใดที่มิใช่ประชาชนโดยรวม และถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอย่างหนึ่ง

และเป็นสิทธิต่างหากจากสิทธิของบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และผู้ร่วมลงทุนต่างประเทศ โดยไม่ว่าผู้ชนะการประมูลจะเป็นบริษัทต่างชาติหรือเป็นกลุ่มบริษัท ปตท.สผ. รัฐบาลไทยก็ยังมีสิทธิดังกล่าวอยู่เช่นเดียวกัน

การที่ผู้ชนะประมูลเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ก็มิได้ทำให้สิทธิของรัฐบาลไทยหมดไป ทั้งนี้ การที่รัฐบาลไทยใช้สิทธิของรัฐเข้าร่วมลงทุนในสัดส่วนร้อยละ ๒๕ หรือไม่นั้น มีผลแตกต่างกันในด้านผลประโยชน์ที่รัฐบาลไทยจะได้รับ

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องจัดงบประมาณเพื่อใช้ในการร่วมลงทุน แต่สามารถใช้มูลค่าจากผลผลิตปิโตรเลียมที่รัฐได้รับเป็นส่วนแบ่ง

ข้าพเจ้าจึงได้ทำหนังสือฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2561 และฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2561 แจ้งประเด็นนี้แก่นายกรัฐมนตรี สำเนาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยแสดงผลแตกต่างกันในด้านผลประโยชน์ที่รัฐบาลไทยจะได้รับอย่างชัดแจ้ง

แต่จนบัดนี้ กระทรวงพลังงานก็ยังมิได้แจ้งผลการพิจารณาแก่ข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าจึงขอร้องเรียนให้ท่านทำการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่ารัฐได้ประโยชน์ครบถ้วนตามที่จะพึงได้ และหากมิได้มีการดำเนินการ ก็ควรสอบสวนเพื่อพิจารณาลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องทำให้รัฐขาดไปซึ่งผลประโยชน์

จึงทำหนังสือนี้ให้ปรากฏและเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ว่าการกระทำที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ และเพื่อประกอบการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของท่านต่อไป