คอลัมน์ สตาร์ตอัพ “ปัญหา” ทำ “เงิน” โดย มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ
ภาพประกอบจากแฟนเพจ Everlane
คอลัมน์ สตาร์ตอัพ “ปัญหา” ทำ “เงิน” โดย มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ
ภาพประกอบจากแฟนเพจ Everlane
อาจเป็นเพราะ Everlane ไม่ได้ขายแค่สินค้าแฟชั่นอย่างเดียว แต่ ขาย “คุณค่า” ที่แฝงมากับวิธีการทำธุรกิจที่เน้น “ความโปร่งใสขั้นสุด”
สินค้าทุกชิ้นจะมีการแจกแจงต้นทุนละเอียดยิบ ตั้งแต่วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง ไปจนถึงภาษี ทำให้เรารู้ว่าเสื้อยืดตัวเก่งที่ทางร้านตั้งราคาไว้ที่ 15 เหรียญนั้น แท้จริงแล้วมีต้นทุน 6 เหรียญ ในขณะที่ราคาเฉลี่ยในตลาดปาเข้าไป 45 เหรียญ
แทนที่ลูกค้าจะบ่น “ต๊าย ต้นทุนถูกจะตาย เอากำไรตั้งเท่าหนึ่งเลยเรอะ” กลับพากันเข้าใจหัวอกคนทำมาค้าขายว่า “แหม ใคร ๆ ก็ต้องอยากได้กำไรทั้งนั้น อย่างน้อย ร้านนี้ก็เขาก็ “แมน” พอจะพูดความจริงออกมา ทำให้เรามีข้อมูลไว้เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ ดีกว่าไม่มีอะไรเลย”
Everlane ยังให้ความสำคัญกับการเลือกเฟ้นซัพพลายเออร์ โดยคัดเฉพาะรายที่มีวิธีทำธุรกิจแบบยั่งยืน โปร่งใส ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนงาน และมีขั้นตอนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น โรงงานที่ผ่านการคัดเลือกต้องได้คะแนนอย่างน้อย 90 เต็ม 100 จากทีม audit ที่ Everlane ส่งไป และต้องรักษามาตรฐานนี้ไว้ให้ได้ตลอด เพราะบริษัทจะหมั่นไปเยี่ยมเยียนมิได้ขาด
เรื่องการทำธุรกิจอย่างโปร่งใสนี้บริษัทไหน ๆ ก็พูดกัน แต่ส่วนมากมักมาในรูปแบบของรายงานประจำปี ที่ทั้งหนัก ทั้งหนา เผลอ ๆ อ่านจนลูกโต ยังไม่จบ สิ่งที่ Everlane ทำคือ ย่อยเนื้อหายาวเหยียดนี้ให้เป็น”สตอรี่” สั้น ๆ แทรกอยู่ตามหน้าเว็บ
ทุกครั้งที่ลูกค้าคลิกเลือกสินค้าชิ้นใดก็ตาม จะมีปุ่มให้กดอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับโรงงานผู้ผลิต เช่น ยีนส์ตัวนี้ผลิตโดยโรงงานในเวียดนามที่มีระบบรีไซเคิลน้ำถึง 98% และของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต จะนำมาผลิตเป็นอิฐก้อนเพื่อสร้างบ้านราคาประหยัดให้คนมีรายได้น้อยต่อไป เป็นต้น
“ไมเคิล พรียส์แมน” เจ้าของและผู้ก่อตั้ง Everlane เน้นทำธุรกิจแบบยั่งยืน ตั้งแต่เริ่มเปิดตัวบริษัทในปี 2011 จากประสบการณ์ที่เคยทำงานบริษัทการเงินมาก่อน ทำให้เขาเห็นว่าการทำธุรกิจอย่างโปร่งใสนอกจากสร้างความแตกต่างแล้ว ยังน่าจะทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของการผลิตพอ ๆ กับคุณภาพของสินค้าด้วย
ขณะเดียวกัน ทีมดีไซเนอร์ของ Everlane ก็ต้องขยันหมั่นพัฒนาปรับปรุงดีไซน์ของสินค้าอยู่เสมอ (อยู่ในวงการแฟชั่นโปร่งใสอย่างเดียวแต่เสื้อผ้าดูไม่จืด คงรอดยาก)
แต่แทนที่จะผลิตสินค้าออกมาเป็นคอลเล็กชั่นตามฤดูกาล Everlane กลับเน้นการออกแบบที่สามารถใส่ได้นาน ไม่เชยเร็ว เพราะ “ไมเคิล” มองว่าสินค้าของ Everlane เป็น timeless fashion ไม่ใช่ fast fashion ที่มาเร็ว ไปเร็ว ถ้าให้เปรียบ เขาบอกว่าสินค้าของ Everlane น่าจะเหมือนไอโฟน ที่มีการอัพเดตอยู่เรื่อย ๆ แต่หน้าตายังคงเรียบ เท่ เหมือนเดิม
วิธีนี้ แม้ฤดูกาลจะผ่านไป บริษัทก็ไม่ต้องโละสินค้าเก่าทิ้ง เพียงแค่เพิ่มตัวใหม่ ๆ เข้าไป เพื่อขยายจากไลน์สินค้าหลักก็พอทุกเดือน บริษัทจะออกสินค้าใหม่อย่างน้อย 6 ชิ้นในแต่ละไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งเสื้อผ้าชาย หญิง กระเป๋า รองเท้า ไปจนถึงชุดชั้นใน
ในแง่ของโครงสร้างองค์กร “ไมเคิล” เลือกใช้โมเดลคล้าย ๆ กับของ Pixar ตรงที่ฝ่ายครีเอทีฟจะมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดรูปแบบและหน้าตาของสินค้าไม่ใช่ฝ่ายจัดซื้อหรือผู้บริหารที่ดูแต่ตัวเลขต้นทุนกำไรอย่างเดียว ที่ Everlane หัวหน้าแผนกดีไซน์ดูภาพรวมทั้งในแง่ของการออกแบบ การวิจัย และฟีดแบ็กจากลูกค้า เพื่อจะได้นำเอาคำติชมของลูกค้ามาใช้ปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าให้ได้มากที่สุด
การทำมาร์เก็ตติ้งของ Everlane คล้าย ๆ กับ e-commerce ทั่วไปที่เน้นการบอกต่อและใช้เว็บไซต์เป็นหลักในการนำเสนอโปรโมตและขายสินค้า แต่ที่น่าจะเป็นแม่เหล็ก
ล่อใจลูกค้าของ Everlane คือ ระบบ waiting list ที่สร้างความรู้สึก “ลุ้น” ระหว่างรอคอย
ทุกครั้งก่อนเปิดตัวสินค้าใหม่ Everlane จะปล่อยภาพสวย ๆ ออกมายั่วน้ำลายสาวกกันก่อน ใครอยากได้ ต้องรีบลงชื่อจองใน waiting list ไม่งั้นมีสิทธิชวดได้ พอเห็นคนเข้าคิวเยอะ ๆ จากตอนแรกที่ไม่รู้สึกอะไร ก็เริ่มลังเล สุดท้าย หลายคนก็เฮโลตามไปด้วย
การใช้ระบบ waiting list นอกจากเพิ่มมูลค่าของในสายตาของลูกค้าแล้ว ยังช่วยลดปัญหาการสต๊อกของจนล้นโกดังด้วยทำให้ลดต้นทุนไปได้เยอะเลยทีเดียว อย่าเห็นเป็นแค่
gimmick ขำ ๆ นะคะ เพราะทุกครั้งที่ Everlane ปล่อย teaser ตัวใหม่
ออกมา มีคนลงชื่อจองกันเป็นหมื่นคน ของลงปุ๊บ หมดปั๊บ อย่างกับแจกฟรี
โมเดลธุรกิจของ Everlane จึงเป็นที่จับตามองอย่างมากและได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบริษัท innovative ที่สุดของนิตยสาร Fast Company ประจำปีนี้ด้วย
ที่สำคัญ Everlane ยังเป็นแรงบันดาลใจให้แฟชั่นสตาร์ตอัพรายอื่นหันมาโฟกัสเรื่องการทำธุรกิจแบบยั่งยืนด้วยเช่นกัน เพราะเริ่มเห็นแล้วว่า การสื่อสารอย่างเปิดเผย การผลิตที่โปร่งใสไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อม การมีสินค้าที่เน้นความต้องการของลูกค้า และการมีระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพ ก็สามารถทำเงินได้ แถมยั่งยืนกว่าการตั้งหน้าตั้งตาเร่งผลิตสินค้าออกมาโดยไม่สนใจว่าระหว่างทางจะมีการกดขี่แรงงานหรือส่งผลเสียต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมหรือไม่