Skip to content

เศรษฐา กู้ 5 แสนล้านแก้วิกฤต สว.เข็น “แจกเงินดิจิทัล” ขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ

13 ม.ค. 2567 | 09:40น.
เศรษฐา กู้ 5 แสนล้านแก้วิกฤต สว.เข็น “แจกเงินดิจิทัล” ขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ
คอลัมน์ : Politics policy people forum

เหมือนคำตอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 12 ส่งไปถึงมือของรัฐบาล-กระทรวงการคลัง กรณีออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ทำได้หรือไม่ ยังเป็น “กับดัก” ที่ฟากรัฐบาลต้องแก้

คำตอบของกฤษฎีกาผ่านปากคำของ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ไม่ได้เปิด
“ไฟเขียว” ให้กู้ได้ หรือปิด “ไฟแดง” ล้มแผนการกู้เงิน

4 ข้อมัดเงินกู้

แต่กลับผูก 4 มาตรา ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐรวมกัน ให้รัฐบาลต้องไปแก้โจทย์ ประกอบด้วย

มาตรา 6 กำหนดไว้ชัดว่า รัฐต้อง “ก่อหนี้” อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ทั้งนี้ ตามหลักการรักษาเสถียรภาพและการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และหลักความเป็นธรรมในสังคม และต้องรักษาวินัยการเงินการคลังตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัตินี้และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

มาตรา 7 การกู้เงินของรัฐที่มีผลผูกพันทรัพย์สิน หรือก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ ต้องพิจารณาความคุ้มค่า ต้นทุน และผลประโยชน์ เสถียรภาพ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความยั่งยืนทางการคลังของรัฐด้วย

มาตรา 9 คณะรัฐมนตรีต้องรักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตาม พ.ร.บ.นี้ “อย่างเคร่งครัด”

มาตรา 53 ระบุว่า การกู้เงินของรัฐบาลนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ ให้กระทรวงการคลังกระทําได้ก็แต่โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ

และเฉพาะกรณีที่มี “ความจําเป็น” ที่จะต้องดําเนินการโดย “เร่งด่วนและอย่างต่อเนื่อง” เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีได้ทัน

และยังกำหนดว่า กฎหมาย “กู้เงิน” จะต้องประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของการกู้เงิน ระยะเวลาในการกู้เงิน แผนงาน-โครงการที่ใช้จ่ายเงินกู้ วงเงินที่อนุญาตให้ใช้จ่ายเงินกู้ และหน่วยงานที่ใช้จ่ายเงินกู้นั้น

สู้ข้อมูลเศรษฐกิจวิกฤต

แหล่งข่าวในทำเนียบรัฐบาลช่วยตีความ “คำตอบ” ของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า กฤษฎีกาไม่ได้ตอบให้ชัดว่าทำได้หรือไม่ได้ แต่ “ไม่ปฏิเสธ” ว่า “ไม่ให้กู้” พร้อมมีข้อแนะนำว่าการกู้เงินต้องครบองค์ประกอบ ทั้งเศรษฐกิจเกิดวิกฤต ความจำเป็นเร่งด่วน และฟังความเห็นอย่างรอบด้าน

“ตอนนี้เหมือนกับการตอบโต้ข้อมูลทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างฝ่ายรัฐบาลที่บอกว่าเศรษฐกิจ วิกฤต มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องกู้เงิน กับฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล และไม่ต้องการให้กู้เงินมาดำเนินโครงการเงินดิจิทัล”

“ขณะนี้เป็นการ Defend หักล้างข้อมูลระหว่าง 2 ฝ่าย แต่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นไม่นาน เพราะรัฐบาลพยายามทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจวิกฤตอย่างไร” แหล่งข่าวกล่าว

ดังนั้น จึงไม่แปลกหากปรากฏเรื่อง ภาพการหารือระหว่างผู้ว่าการ แบงก์ชาติ และ นายกรัฐมนตรี ในหมอกควันเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลวิพากษ์วิจารณ์แบงก์ชาติ ปล่อยดอกเบี้ยแบงก์พาณิชย์กำไรพุ่ง 2.2 แสนล้าน

นอกจากนี้ นายกฯยังมีความคิดที่จะนัดพบทุกสัปดาห์ “ผมได้บอกว่าเรื่องนี้ เรามากินกาแฟทุกอาทิตย์ก็ได้ ฝากท่านนัดมา จะให้ผมไปที่แบงก์ชาติที่วังบางขุนพรหมก็ได้”

สะเทือนไปถึงห้องประชุมร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 2567 ที่ สส.เพื่อไทย รุมอัด “แบงก์ชาติ”

ขณะที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงคำว่าเศรษฐกิจ “วิกฤต-ไม่วิกฤต” ว่า วิกฤตหรือไม่วิกฤตเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันตอบ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นข้อถกเถียงระหว่างพรรคการเมือง พรรคการเมืองที่จะทำก็บอกว่าวิกฤต พรรคที่จะไม่ทำก็บอกว่าไม่มีวิกฤต

“ต้องเอาความเป็นจริงมาพูด ซึ่งหากอยากรู้ว่าวิกฤตหรือไม่ ให้ลงไปที่ตลาดและไปสอบถามจากชาวบ้าน ถ้าหากชาวบ้านบอกว่าไม่วิกฤตก็ให้มาบอกรัฐบาล”

3 ด่านอันตราย

ก่อนหน้านี้ “นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี อธิบายการขับเคลื่อน พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้าน ที่ต้องผ่าน 3 ด่านคือ คณะกรรมการกฤษฎีกา-ศาลรัฐธรรมนูญ-สภาผู้แทนราษฎร ว่า “กฎหมายเงินกู้จะไม่ถูกตีตกกลางสภา เพราะว่าเสียงเราเป็นเสียงข้างมาก เรารวบรวมเสียงได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ของสภา ประโยชน์สุขอยู่ที่ประชาชน สุดท้ายรัฐบาลตัดสินใจว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อให้ทันสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า”

หากหนี้หุ้นกู้ต่าง ๆ ครบดีล แล้วไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็จะเป็นอีก 1 ชนวนระเบิดอีกลูก “ซึ่งเรารู้ว่ามันจะเป็นต้มยำกุ้ง โดยเรารู้แล้วไม่หาทางแก้ไข เราใช้วิธีนี้ ด้วยการรวบรวมบทเรียนต่าง ๆ ที่ผ่านมา เชื่อว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นตรงกับเรา นี่ก็ต้องตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง”

ด่านที่สภาผู้แทนราษฎร หมอมิ้งกล่าวว่า “เป็นอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน การออกนโยบายเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ได้รับการฉันทานุมัติจากผู้แทนราษฎร มีหน้าที่บริหารประเทศ แก้ปัญหาที่เรามองเห็น ตัวอย่างฟ้องชัดแล้วในเรื่อง พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน ที่มีการบอกไปให้ทำถนนลูกรังก่อน วันนี้ลาววางถนนมาถึงแล้ว”

“เราคิดว่าด่านนี้เป็นด่านที่ปลอดภัยที่สุด แต่ระหว่างการทำงานเราก็ต้องคำนวณความเสี่ยงที่เกิดขึ้นระหว่างทาง”

ด่านคณะกรรมการกฤษฎีกา เชื่อว่า พ.ร.บ.กู้เงินจะผ่านกระบวนการปรึกษาทางข้อกฎหมาย เรามั่นใจว่าผ่านไปได้ เพราะเราเป็นพรรครัฐบาล ถ้ากฎหมายถูกตีตก ตกด้วยผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบก็เป็นเรื่องหนึ่ง

“ถ้าไม่ให้ทำก็เหมือน พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน โอกาสของประเทศก็หายไป วันหลังอย่ามาโทษกันนะ เราพยายามทำทางออกด้วยความมั่นใจให้ดีที่สุด ไม่ใช่ทางลง”

ช่องทางที่ระบบที่มีอยู่บีบให้ผมเหลือช่องแบบนี้ ช่องที่กู้ดีที่สุด ได้ฉันทานุมัติแบบระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ ตามคำของ “หมอมิ้ง” คือให้สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติ

ขณะที่ สว. อย่าง สมชาย แสวงการ พูดถึงเส้นทางที่จะนำไปสู่การส่งศาลรัฐธรรมนูญว่า แบ่งเป็น 3 ด่าน

1.ผ่านคณะกรรมการดิจิทัลวอลเลตชุดใหญ่

2.แต่ไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร

3.หากกฎหมายมาถึง สว. ต้องปรับแก้ ความเห็นไม่ตรงกับสภาล่าง เรื่องจะไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ

โครงการดิจิทัลวอลเลต ประหนึ่งเข็นครกขึ้นภูเขา