เศรษฐาให้นโยบายจัดงบประมาณ 2568 มุ่ง 8 กลุ่มเศรษฐกิจเป้าหมาย หนุน-พลังงาน-สังคม-เกษตรฯ-ท่องเที่ยว-ซอฟต์พาวเวอร์ ให้เวลาจัดทำคำของบฯ 68 ถึง 2 ก.พ. 67
วันที่ 12 มกราคม 2567 ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานพิธีเปิดโครงการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
โดยนายเศรษฐามอบนโยบายว่า ตามนโยบายสําคัญของรัฐบาลที่ต่อเนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจําปี 2567 ในช่วงการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมา ได้เดินหน้าในการแก้ไขปัญหาของประชาชนและประเทศ เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยมุ่งเน้นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาสดูแลคุณภาพชีวิตและความมั่นคงให้กับประชาชนทุกคน
โดยรัฐบาลเข้ามาบริหารในช่วงที่ประเทศประสบความท้าทาย ในเรื่องความสามารถในการผลิตและการแข่งขัน ปัญหาการส่งออกชะลอตัวลง ภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่ที่มีความไม่แน่นอนสูง และรับมือกับผลกระทบ ทั้งจากภัยพิบัติและมลพิษที่รุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ปัญหาสุขภาพ ที่ทําให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัญหาสวัสดิการภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น
จนเป็นภาระการเงินการคลังของประเทศ มีกลุ่มเปราะบางที่ตกหล่น ภาระหนี้ของทั้งภาครัฐและเอกชนพุ่งสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงขึ้น การจัดเก็บรายได้ของรัฐเทียบกับจีดีพี ลดลงอย่างต่อเนื่อง อัตราภาษีที่ยังขาดความเป็นธรรม รวมถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และยาเสพติดที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนทําลายความเชื่อมั่นของประชาชนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
จากข้อมูลพบว่ารายได้ต่อหัวของพี่น้องคนไทย เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เราต่ำกว่าเขาตลอด อันดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศก็แทบไม่ขยับ ขณะที่แรงงานจํานวนมากอยู่ในภาคเกษตร มีผลิตภาพต่ำ และประสบปัญหาสูงวัย ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทํากิน เข้าไม่ถึงระบบชลประทานและแหล่งน้ํา ครัวเรือนเกษตรติดกับดักหนี้ที่เกินศักยภาพที่จะชําระได้
รวมทั้งยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่า และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะที่ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงต้นปีและปลายปีของทุกปี ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งและปริมาณฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเศรษฐกิจ และสังคม ปัญหาเหล่านี้ต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ผ่านการดําเนินนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล
จัดงบประมาณ 8 กลุ่ม
นายเศรษฐากล่าวว่า ขอให้ทุกหน่วยงานยึดตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาเป็นหลัก โดยนโยบายที่ดําเนินการภายใต้รัฐบาลนี้จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนสบายใจได้ว่าภาษีของพวกเขาถูกใช้ในการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ แม้ 4 เดือนที่ผ่านมาจะเป็นระยะเวลาที่ไม่นาน แต่รัฐบาลดําเนินนโยบายหลายประการบนงบประมาณไปพลางก่อน และอีกหลายนโยบายที่ผลักดันโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ
ซึ่งนโยบายที่สําคัญด้านเศรษฐกิจจะครอบคลุม 8 กลุ่ม ได้แก่ 1.พลังงาน 2.เกษตร 3.ท่องเที่ยว 4.โครงสร้างพื้นฐาน 5.การดึงดูดการลงทุน 6.การทูตเชิงรุกและการค้าชายแดน 7.Soft Power และ 8.ค่าแรงขั้นต่ำ โดยเป้าหมายของตนยังชัดเจนเหมือนเดิม คือเศรษฐกิจประเทศไทย 4 ปีจะต้องโตเฉลี่ย 5% ให้ได้
โดยเป้าหมายด้านพลังงานของรัฐบาลคือ จะต้องทําให้คนไทยเข้าถึงแหล่งพลังงาน ไฟฟ้า น้ำมัน เชื้อเพลิงหุงต้ม ที่ราคาถูก และสนับสนุนพลังงานสะอาดให้มากขึ้น และจะต้องดูโครงสร้างตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น การลดการพึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล รับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ราคาต่ำ ยันปลายน้ำ เช่น การผลักดันอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสะอาด ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในบ้านผ่านการทํา Net-metering ให้สําเร็จ เป็นต้น โดยจะหากลไกที่ทําให้ราคาค่าไฟถูกลง ในขณะที่เป็นไฟฟ้าที่สะอาดขึ้น เพื่อมุ่งหน้าไปสู่อนาคตสีเขียว
รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 3 เท่า
ด้านเกษตรจะทําให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิมากขึ้น 3 เท่า ใน 4 ปีนี้ ต้องทําตั้งแต่ ดิน น้ำ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ตลาด เงินทุน เทคโนโลยี และการแปรรูป ครบวงจร ปีที่ผ่านมาได้ช่วยค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท กว่า 54,336 ล้านบาท ช่วยเหลือชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดลด PM 2.5 120 บาทต่อตัน และพักหนี้เกษตรกรที่มีหนี้ไม่เกิน 3 แสนบาท
สนับสนุนแหล่งเงินทุนและทรัพยากรที่เหมาะสมในการประกอบอาชีพ และในระยะยาวขอให้นําหลักการตลาดนํา นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ เพิ่มคุณภาพผลผลิต และลดต้นทุนการผลิต บริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยนวัตกรรมเกษตรแม่นยํา บริหารจัดการน้ำให้เกิดความสมดุล
มีประสิทธิภาพเพื่อการอุปโภคบริโภค แก้ไขปัญหาภัยแล้ง และป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นต่อพื้นที่การเกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจ รวมถึงการแปลง ส.ป.ก.ให้เป็นโฉนด ทําให้เกษตรกรเลี้ยงตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ สร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึง ระดับประเทศ
เน้นเที่ยวเมืองรอง
นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนั้น การท่องเที่ยวเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่สําคัญ รัฐบาลมีเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท มุ่งให้ไทยเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ทําให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น และใช้จ่ายต่อหัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกําลังซื้อสูง กลุ่มลูกค้าสูงอายุ กลุ่มพํานักระยะยาว กลุ่ม Digital Nomad และต้องทําให้อยู่ได้อย่างถูกกฎหมาย
โดยการเดินทางเข้า-ออกจากประเทศต้องสะดวก มีการจัดทํา Fast Track Visa ให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายเดินทางที่สะดวก เช่น เปิดสนามบินเชียงใหม่ 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา และกําลังทดลองขยายเวลาปิดสถานบริการ และอาจต้องปรับแก้กฎหมายเพื่อขยายผลต่อในอีกหลายพื้นที่
“ในปีนี้และปีถัด ๆ ไป ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการท่องเที่ยวและขยายผลไปยังเมืองรองมากขึ้น ประชาสัมพันธ์ทําข้อมูลให้เข้าถึงง่าย และกํากับดูแลความเรียบร้อย ความปลอดภัย ช่วยเหลือให้การเดินทาง จัดงานต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ง่าย One-Stop Service เพื่อจะส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น High Season ตลอดทั้งปี” นายเศรษฐากล่าว
ผลักดันฮับการบินภูมิภาค
สำหรับเป้าหมายด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ รัฐบาลจะยังให้ความสําคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ พร้อมรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงเส้นทางการขนส่ง และการท่องเที่ยวสําคัญ ทั้งระบบขนส่งสาธารณะ และสิ่งอํานวยความสะดวก บัตรโดยสารร่วม และปรับปรุงและขยายสนามบินของประเทศไทย รวมถึงสร้างใหม่ในอีกหลายแห่ง เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคให้ได้ เพราะประเทศไทย มีจุดแข็งตําแหน่งพื้นที่ที่อยู่ใจกลางของภูมิภาค สภาพอากาศที่เป็นมิตร Facilities ที่รองรับแรงงานทักษะสูงที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ และการเชื่อมต่อทางรางให้บูรณาการแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับเส้นทางในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงกับจีนตอนใต้ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นพัฒนาระบบขนส่งทางรางเชื่อมระหว่างไทย สปป.ลาว และจีนที่จังหวัดหนองคาย พัฒนาร่องน้ำเศรษฐกิจแม่น้ำเจ้าพระยา น่าน ป่าสัก
แลนด์บริดจ์สร้างงาน 2.8 แสนตำแหน่ง
และให้ความสําคัญ คือโครงการ Landbridge ที่ใช้จุดแข็งของสภาพภูมิศาสตร์ที่เชื่อมทั้งสองฝั่งของมหาสมุทร เพื่อเปิดประตูการค้าสองฝั่งมหาสมุทรทางภาคใต้ที่จะทําให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและคมนาคมที่สําคัญ เสริมสร้างความเชื่อมโยงและ Supply Chain ในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเราจะเสริมความแข็งแกร่งของการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา และคาดว่าจะสร้างงาน 280,000 ตําแหน่ง คาด GDP โตขึ้นปีละ 5.5% ซึ่งโครงการนี้มีประโยชน์ต่อประเทศมหาศาลจึงขอให้ช่วยกันสนุบสนุน
ดันไทยศูนย์กลางการเงิน
นอกจากนั้น นโยบายทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง AI การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษการลงทุน และ EEC หามาตรการแก้ไขและช่วยประคองหนี้สินและต้นทุนทางการเงินสําหรับเอสเอ็มอี เพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี จัดทํา Matching Fund พัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินและตลาดทุน
ผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค ที่ธนาคารนานาชาติ นักลงทุน สถาบัน บริษัท Fintech กองทุนระดับโลกและกองทุนของคนไทยสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ ที่จะเชิญให้เข้ามาตั้งสํานักงานในประเทศไทย และมีเป้าหมายในการพัฒนาแหล่งพลังงานสีเขียว
เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยเป็นอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอน เสริมสร้างระบบการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้มาตรการจูงใจด้านภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี ให้เงินอุดหนุนสํา
หรับการซื้อยานยนต์ไฟฟ้า และต้องดูแลอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ให้ปรับเปลี่ยนไปสู่สายการผลิตของยานยนต์แห่งอนาคตได้ ต้องขยายตลาดต่างประเทศให้กับนักลงทุนด้วย ต้องเจรจาการค้าให้มีจํานวนประเทศที่มี FTA เพิ่มขึ้น
ใช้การทูตเชิงรุกเป็นการทํางานในมิติใหม่ของรัฐบาลนี้ ดําเนินกิจกรรมการทูตอย่างสมดุล เปิดประตูการค้าสู่ตลาดใหม่ เปิดประตูการค้าชายแดน 4 ด้าน 4 ประเทศ เมียนมา ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย นํามาซึ่งความมั่งคั่ง และจะพัฒนาไปสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่รอบข้าง
ให้สำนักงบฯ ตั้ง KPI
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568 การใช้จ่ายภาครัฐจะมีบทบาทสําคัญในการสนับสนุนการดําเนินนโยบายของรัฐบาล ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นโยบายทั้งหมดของรัฐบาลจะต้องอาศัยการทํางานบูรณาการกันเป็นอย่างมาก มีความเชื่อมโยงหลายส่วน การจัดทํางบประมาณ
จะต้องขอให้สํานักงบประมาณช่วยคอยดู ทั้งตัวชี้วัด งบประมาณที่ขอ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน และต้องดูรายละเอียดเนื้อหาให้ถี่ถ้วนด้วย ว่าตอบโจทย์ของรัฐบาลหรือไม่ ในปีงบประมาณ 2568 จะเป็นการดําเนินการที่ต่อเนื่องจากปี 2567 โดยช่วงเวลาการทํางานจะทับซ้อนกัน
จึงขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือในการดําเนินการ เพื่อผลักดันให้การจัดทํางบประมาณตอบโจทย์ความต้องการและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานสามารถจัดทําคําของบประมาณที่สอดคล้องกับจุดเน้นตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องดําเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จํานวน 142 ประเด็น สํานักงบประมาณจึงอยู่ระหว่างดําเนินการนําเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อปรับปรุงปฏิทินงบประมาณ โดยขยายระยะเวลาการจัดส่งคําขอได้ถึงวันถึงวันที่ 2 ก.พ. 2567