Skip to content

จุลพันธ์ ย้ำ Entertainment Complex ไม่เรียกว่า กาสิโน เข้า ครม. 1-2 สัปดาห์

02 เม.ย. 2567 | 13:10น.
จุลพันธ์ ย้ำ Entertainment Complex ไม่เรียกว่า กาสิโน เข้า ครม. 1-2 สัปดาห์

Entertainment Complex ยังไม่เข้า ครม. จุลพันธ์ย้ำอีกรอบ ไม่ใช่ “กาสิโน” เพราะสัดส่วนนิดเดียว ฟังเสียงรัฐมนตรีส่วนใหญ่เห็นด้วย

วันที่ 2 เมษายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ามีพิจารณารายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมาย และเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ สภาผู้แทนราษฎร หรือไม่ว่า “ยังไม่มี”

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อแก้ปัญหา การพนันผิดกฎหมาย และเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ว่า Entertainment Complex เป็น Business Model ที่แตกต่าง เพราะกลไก Gaming Area ไม่ถึง 5% เช่น สิงคโปร์ 2.5% ญี่ปุ่น 3% ของเราคงไม่แตกต่าง จึงไม่เรียกว่ากาสิโน แต่จะประกอบด้วยเรื่องการท่องเที่ยว สนามกีฬา สวนสนุกขนาดใหญ่ที่จะสนับสนุนการลงทุนและการท่องเที่ยวของประชาชน จึงเรียกว่า Entertainment Complex

เรื่องยังไม่เข้า ครม.ในวันนี้ ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร โดยปกติใช้เวลา 4-5 วัน จะมาถึง ครม.ต้องบรรจุระเบียบวาระ คาดว่าไม่เกิน 1-2 สัปดาห์จะเข้า ครม. ขึ้นอยู่กับ ครม.จะมีข้อสั่งการหรือไม่อย่างไร

ทั้งนี้ จากการรับฟังเบื้องต้น รัฐมนตรีหลายท่านเป็นไปทางบวก เห็นค่อนข้างตรงกันว่าเป็นประโยชน์ เป็นการนำปัญหาที่มีในสังคมมาวางไว้ข้างบน พร้อมใช้กลไกการกฎหมายกำกับดูแลป้องกันผลกระทบในทางลบที่จะเกิดขึ้นได้มากที่สุด

อย่างน้อยเก็บรายได้เข้ารัฐ สร้างอาชีพให้กับประชาชน ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นมีกลไกทางกฎหมาย ทั้งเรื่องกองทุน การสร้าง Negative List มากำกับไม่ให้มีผลกระทบมากเกินไป ส่วนเรื่องพื้นที่ใดนั้น ในชั้นกรรมาธิการไม่มีการพูดคุย และไม่ใช่หน้าที่ที่จะพูดคุย แม้แต่รัฐบาลยังไม่มีการคิดว่าควรจะเป็นพื้นที่ใด ที่มีการพูดกันเป็นข่าวลือทั้งสิ้น

ส่วนกฎหมายคณะกรรมาธิการได้ตั้งอนุกรรมาธิการด้านกฎหมายขึ้นมา มีการยกร่างหมวดต่าง ๆ หากส่งเข้ามายัง ครม. และให้ความเห็นชอบ อย่างแรกต้องให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นแม่งาน และหากมองว่าเป็นประโยชน์ในการเดินหน้าต่อก็จะมอบกฎหมายหน่วยงานที่เป็นแม่งาน และให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปดูโครงร่างกฎหมายว่ามีประเด็นใดขาดตกบกพร่อง เรื่องใดที่ต้องเติม ถ้า ครม.เห็นชอบก็จะส่งให้สภา อยู่ที่สภาจะปรับแก้ตามความเหมาะสมเป็นอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการได้

“เรามองว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ ต่อจุดไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท มีการจ้างงานมหาศาล เรามองว่าให้นายกฯเป็นผู้ที่ควบคุมกำกับคณะกรรมการ” นายจุลพันธ์กล่าว