คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
เมื่อ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา “วิลเลียม ไล่ ชิงเต๋อ” เข้าพิธีสาบานตน รับสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวันคนใหม่ต่อจาก “ไช่ อิงเหวิน” อดีตประธานาธิบดีที่เป็นคนคุ้นเคย เพราะ ไล่ ชิงเต๋อ ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีมาตลอดวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของ ไช่ อิงเหวิน นั่นเอง
ไช่ อิงเหวิน ผู้นำสตรีคนแรกและยังเป็นเพียงคนเดียวของไต้หวัน อำลาตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างสง่าผ่าเผย ยังคงได้รับความนิยมชมชอบจากชาวไต้หวันอยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งมาจนครบสองวาระแล้วก็ตามที จากผลงานการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ นำพาไต้หวันผ่านวิกฤตโควิด-19 มาได้อย่างงดงาม ชูธงไต้หวันในเวทีนานาชาติอย่างมั่นใจ จนทำให้กลับมากลายเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐอเมริกาได้อีกครั้ง
เมื่อ ไช่ อิงเหวิน พ้นจากตำแหน่งนั้น เศรษฐกิจไต้หวันกำลังรุดหน้าด้วยดี อัตราการขยายตัวไต่ขึ้นเร็วที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี อันเป็นผลพวงจากอาการบูมของเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ที่ทำให้การส่งออกของไต้หวันขยายตัวพรวดถึง 6.5% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำคนใหม่ อาจได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์เดียวกันนี้อยู่บ้าง แต่ปัญหาก็คือไม่มีใครแน่ใจนักว่าสภาวะขาขึ้นของการส่งออกของไต้หวันที่ได้รับอิทธิพลจากวัฏจักรเทคโนโลยีของโลกครั้งนี้จะคงอยู่ได้นานเท่าใด อาจเป็นปี สองปี หรืออาจไม่แน่นัก เพียงแค่สองหรือสามไตรมาสเท่านั้นเอง
นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า ยังคงมีปัจจัยหลายอย่างที่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยทางการเมือง อย่างผลลัพธ์ของการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา โดยคู่แข่งขันเดิมอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “โจ ไบเดน” ที่ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้แน่ชัด ว่าผู้ชนะในบั้นปลายคือผู้ใดกันแน่
การประกาศขึ้นภาษีศุลกากรนำเข้ารถยนต์อีวีจากจีนรวดเดียวสี่เท่าตัวเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ของประธานาธิบดีไบเดนเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมไปถึงการเรียกเก็บภาษีใหม่จากแบตเตอรี่รถอีวี, โซลาร์เซลล์, เครนเพื่อการก่อสร้าง, อุปกรณ์ทางการแพทย์, เหล็กและอะลูมินัม ทำให้หลายคนอาจพอคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ถ้าหากประธานาธิบดีไบเดนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง
แต่ถ้าหากเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์” ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่ากำลังกระเหี้ยนกระหือรือที่จะทำสงครามการค้าเวอร์ชั่น 2.0 กับจีน ถ้าได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในราวปลายปีนี้แล้วละก็ ยากที่จะคาดเดาว่าสถานการณ์การค้าโลกในเวลานั้นจะพลิกแพลง ผันแปรไปเป็นอย่างไร และหนักหน่วงรุนแรงขนาดไหน
เล่าลือกันว่าทรัมป์เตรียมการที่จะปรับพิกัดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับจีนให้เป็นอัตราเดียว 60% ในทุก ๆ รายการสินค้า ซึ่งถ้าหากเป็นความจริง การค้าโลกเห็นทีหนีไม่พ้นความปั่นป่วนครั้งใหญ่อย่างแน่นอน
นักวิเคราะห์หลายคน รวมทั้ง “วิลเลียม เพเสก” แห่งนิกเคอิ เอเชีย ชี้ให้เห็นว่า สภาวการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไต้หวันกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสภาพการณ์ภายนอกอย่างชัดเจน และหนักหน่วงรุนแรงกว่าประเทศอื่น ๆ
ในทำนองเดียวกัน แม้ความสำเร็จของบริษัทไต้หวันอย่าง ทีเอสเอ็มซี, ฟอกซ์คอนน์, เอซุส, เพกาทรอน, ควอนตา คอมพิวเตอร์ ที่ผ่านมาต้องถือกันว่าเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจไม่น้อย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ความสำเร็จของไต้หวันขึ้นอยู่กับภาคการผลิตเซมิคอนดักเตอร์เป็นสำคัญ เพราะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัทไต้หวันได้อย่างเอกอุ
ความสำเร็จนี้กำลังจะกลายเป็นปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะในเวลานี้ยักษ์ใหญ่หลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน, เกาหลีใต้, สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น กำลังลงทุนและทุ่มเทอย่างหนักให้กับการวิจัยและพัฒนาเพื่อการผลิต “ชิป” ขึ้นเองภายในประเทศของตน
ขีดความสามารถในการแข่งขันที่เคยได้เปรียบของบริษัทไต้หวัน สามารถเลือนหายไปได้ในชั่วพริบตา ถ้าหากจีนประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ หรือสหรัฐอเมริกาสามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศแล้วออกมาตรการจำกัดการนำเข้าขึ้นมา
ภายใต้สถานการณ์ยุ่งยากจากภายนอกที่เป็นเงาทะมึนรอคอยอยู่เบื้องหน้า ความยุ่งยากภายในประเทศก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจภายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าตัวนับจากปี 1991 โดยที่ ณ สิ้นปี 2021 ที่มั่งคั่งที่สุดที่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 20% ของคนทั้งประเทศ ร่ำรวยกว่า 20% ของคนที่ยากจนที่สุดของไต้หวันถึงเกือบ 70 เท่าตัว
ต้นทุนในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รายได้ในกระเป๋าคนทั่วไปกลับไม่เพิ่มสูงขึ้นมากมายนัก เยาวชนคนหนุ่มสาวว่างงานสูงถึงกว่า 11% จนเสี่ยงต่อการเกิด “สมองล่อง” เมื่อคนไต้หวันหนุ่มสาวอายุไม่ถึง 30 ปีพากันเดินทางออกไปหางานในต่างแดน ในขณะที่สังคมไต้หวันก็เริ่มกลายเป็นสังคมสูงอายุรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เหล่านี้คือปัญหาในมือที่ “ไล่ ชิงเต๋อ” ต้องหาทางแก้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ๆ ก่อนที่เศรษฐกิจไต้หวันจะวนกลับมาซบเซาและเต็มไปด้วยปัญหาอีกครั้ง