แนวโน้มการใช้จ่ายของ “เบบี้บูมเมอร์” กับการเติบโตของเศรษฐกิจ
older
คอลัมน์ : นอกรอบ ผู้เขียน : Bnomics : ธนาคารกรุงเทพ
กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ หรือคนที่เกิดระหว่างปี 1946-1964 เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มที่โชคดีที่สุดในประวัติศาสตร์ คนส่วนใหญ่ในรุ่นนี้ไม่เคยต้องต่อสู้กับสงคราม บางคนยังมีโอกาสทันเห็นวง The Beatles แสดงสด แล้วยังโตมาในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแรงที่สุดอีก
ในสหรัฐคนกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่มีสัดส่วน 20% ของประชากรทั้งหมด เป็นเจ้าของความมั่งคั่งกว่า 52% ของความมั่งคั่งทั้งหมดในประเทศ ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 76 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
และในปัจจุบันคนกลุ่มนี้ก็กำลังเข้าสู่วัยเกษียณ ถ้าเรารู้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่กระเป๋าหนัก ก็คงคาดว่าชีวิตบั้นปลายเงินเหล่านี้น่าจะถูกใช้ไปกับการท่องเที่ยว ล่องเรือ ตีกอล์ฟ และแน่นอนว่าคนกลุ่มนี้มีความมั่งคั่งสูง ดังนั้น การจับจ่ายใช้สอยของพวกเขาจะมีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ผิดคาดที่คนกลุ่มนี้กลับเป็นกลุ่มที่มีความมัธยัสถ์เป็นอย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในสหรัฐเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับประเทศร่ำรวยอื่่น ๆ ด้วย พวกเขาไม่ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อ แต่กลับหาทางเก็บเงิน ทำให้เงินงอกเงย
มีเงิน แต่ไม่ใช้
นักวิจัยส่วนใหญ่มักจะอ้างอิงถึง Life-Cycle Hypothesis ว่าคนเราเมื่อวัยหนุ่มสาวก็จะใช้จ่ายมากกว่ารายได้ เพื่อใช้ในการเรียน ซื้อบ้านหลังแรก จนวัยกลางคนก็เริ่มเก็บเงินเกษียณ พอวัยเกษียณก็ขายสินทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อเลี้ยงชีพ แล้วทีนี้พอคนรุ่นนี้ถึงวัยเกษียณก็จะเจอกับอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่สูง เนื่องจากพอคนเกษียณแล้วจะใช้จ่ายอย่างอิสระ ทำให้อุปสงค์ต่อสินค้าเพิ่มขึ้นจนเกิดเงินเฟ้อ และในขณะเดียวกัน การนำเงินออกมาใช้มากกว่าการเก็บออมลงทุน
แต่สถานการณ์ในปัจจุบันกลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง
เมื่อลองดูตัวอย่างจากประเทศอิตาลีและญี่ปุ่น ประเทศที่เต็มไปด้วยประชากรสูงอายุ ก็พบว่าอัตราเงินเฟ้อต่ำและอัตราดอกเบี้ยก็ต่ำมาหลายปีแล้ว ซึ่งต่างจาก Life-Cycle Hypothesis ที่คนเคยคาดไว้
งานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์สองคนอย่าง Yoko Niimi และ Charles Horioka ชี้ให้เห็นว่าผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นนั้นใช้จ่ายเพียง 1-3% ของความมั่งคั่งต่อปี นั่นหมายความว่าหลาย ๆ คนจะจากไปพร้อมกับทรัพย์สมบัติมากมาย
หรืออย่างในอิตาลี งานวิจัยของ Luigi Ventura และ Horioka ก็พบว่า 40% ของคนสูงอายุที่เกษียณก็สะสมความมั่งคั่งต่อไป
ดัชนีหนึ่งจัดทำโดย MSCI ซึ่งในดัชนีนั้นประกอบไปด้วย บริษัทที่ให้บริการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับอายุ, การพักผ่อน ท่องเที่ยว, และสินค้าชะลอวัย ผลปรากฏว่าใน 5 ปีที่ผ่านมา ดัชนีนี้โตได้ไม่ค่อยดีนักในตลาดหุ้น โดยให้ผลตอบแทนน้อยกว่า 1% ต่อปี ทำให้นักลงทุนมองว่าคนเบบี้บูมเมอร์เป็นพวกที่ชอบเก็บเงินมากกว่าจะเป็นคนสุรุ่ยสุร่าย
ทีนี้เมื่อเราลองย้อนดูข้อมูลในอดีต จะพบว่าคนสูงอายุในอดีตยังคงทำตัวเหมือนที่โมเดลเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ อย่างในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 คนที่อายุ 65-74 ปี ก็ใช้จ่ายมากกว่าที่ได้รับถึง 10% โดยกินสมบัติเก่า แต่ตั้งแต่ ปี 2015 เป็นต้นมา ผู้คนวัยนี้เริ่มเก็บออม 1% ของรายได้
ใน แคนาดา อัตราการออมของคนที่อายุเกิน 65 ปี ร่วงลงมาในช่วงทศวรรษ 2000 แต่พอราว ๆ ปี 2015 หลังจากที่กลุ่มเบบี้บูมเมอร์เริ่มเข้าสู่วัยเกษียณ อัตราการออมก็ชะลอการลดลง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็เริ่มเพิ่มขึ้น
เกาหลีใต้ นับตั้งแต่ปี 2019 ถึง 2023 อัตราการออมของคนที่อายุเกิน 65 ปี เพิ่มขึ้นจาก 26% เป็น 29% ซึ่งมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ
ออสเตรเลีย คนอายุเกิน 65 ปีก็ออมเงิน 14% จากที่แทบไม่ออมเลย
เยอรมนี ระหว่างปี 2017 ถึง 2022 อัตราการออมเงินของคนวัยเกษียณเพิ่มจาก 17% เป็น 22%
และใน ญี่ปุ่น อัตราการออมของคนสูงวัยก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ
คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์บางส่วนก็เลือกที่จะลดขนาดบ้านลง ทำให้มีเงินเหลือไปใช้จ่ายอย่างอื่นในชีวิต
ทำไมคนเบบี้บูมเมอร์ถึงใช้เงินน้อย ?
ถามว่าทำไมคนเบบี้บูมเมอร์ลังเลที่จะใช้จ่ายเงินที่เก็บหอมรอมริบมาอย่างเต็มที่ คาดว่ามาจาก 3 ปัจจัยหลัก ๆ คือ
1.อยากส่งต่อมรดก
คนรุ่นนี้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่สามารถเก็บเงินจนมั่งคั่งได้ ก็เลยอยากส่งต่อมรดกให้ลูกหลาน ที่อาจต้องลำบากในการจะหาเงินซื้อบ้าน ค่าเล่าเรียน จากข้อมูลพบว่ากระแสเงินจากคนที่เสียชีวิตแล้วส่งต่อไปยังคนที่ยังอยู่ ต่อสัดส่วนของ GDP นั้นสูงขึ้นในกลุ่มประเทศที่ร่ำรวย อย่างในสหรัฐมีการรับมรดกในแต่ละปี มากกว่าในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ถึง 50%
2.วิกฤตโควิด-19
จากโควิดที่เข้ามาทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยน คนเบบี้บูมเมอร์ชาวอเมริกันออกไปกินอาหารนอกบ้านน้อยลงกว่าก่อนเกิดโควิดถึง 18% ตลอดจนใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์น้อยลงหลังจากเกิดโควิด
3.ความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาตัวเอง
ด้วยความที่เทคโนโลยีก้าวหน้าจนคนอายุยืนกว่าในอดีต คนเบบี้บูมเมอร์บางคนอาจจะอายุเกิน 100 ปี นั่นหมายความว่าพวกเขาจะต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณอีกเป็นเวลายาวนาน ซึ่งอาจจะกลายเป็นภาระทางการเงินอย่างหนัก โดยเฉพาะคนที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาตลอด 24 ชั่วโมง จากการสำรวจพบว่าสัดส่วนของคนอเมริกันที่มั่นใจว่าตัวเองมีเงินเก็บเพียงพอสำหรับเกษียณ ลดลงจาก 40% ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 เหลือเพียง 30%
ดังนั้น แม้ว่าคนเบบี้บูมเมอร์ในประเทศร่ำรวยจะมีความมั่งคั่งสูง และถูกคาดว่าจะใช้จ่ายมากในวัยเกษียณ แต่กลับกลายเป็นกลุ่มที่มีความมัธยัสถ์และเน้นการเก็บออมเพื่ออนาคต ทำให้สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเติบโตของตลาดอาจจะไม่ได้เหมือนตำราในอดีตอีกต่อไป