ภูมิธรรม เวชยชัย
“ภูมิธรรม” ประชุมร่วม JTC ไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 3 ในรอบ 9 ปี พร้อมเดินหน้าผลักดันการค้าระหว่างกัน ลดปัญหาอุปสรรค อำนวยความสะดวก เปิดตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยมากขึ้น เป้าหมายปี 2570 มีมูลค่าการค้าร่วมกัน 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
วันที่ 4 กรกฎาคม 2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-มาเลเซีย (Thailand-Malaysia Joint Trade Committee : JTC) ครั้งที่ 3 ว่า เป็นการประชุม JTC แรกของไทยกับมาเลเซียในปี 2567 นี้ ซึ่งไม่ได้มีการเจรจามานานกว่า 9 ปีนับจากครั้งที่ 2 เมื่อปี 2558
เนื่องจากมีปัญหาทางเศรษฐกิจ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การเจรจาชะลอ แต่ในปีนี้ทั้งสองประเทศมีเป้าหมายที่จะขยายการค้าและความร่วมมือระหว่างกัน จึงร่วมกันผลักดันการประชุมขึ้น
ทั้งนี้ หลังการหารือทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายขยายมูลค่าการค้าระหว่างกัน จาก 25,118 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2566 ให้บรรลุ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2570 รวมทั้งเร่งผลักดันมาเลเซียพิจารณาเปิดตลาดให้สินค้าเกษตรของไทยเพิ่มเติม และแสวงหาความร่วมมือใหม่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าและผู้ประกอบการของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งส่งเสริมการค้า ลดอุปสรรค และอำนวยความสะดวกทางการค้าในระดับทวิภาคีกับประเทศคู่ค้า
“ไทยยังขอให้มาเลเซียเร่งอนุญาตนำเข้าเนื้อโค เนื้อสุกร และนกเขาชวาเสียง รวมทั้งตรวจรับรองผู้ผลิตสินค้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งของไทยในการส่งออกไปยังมาเลเซียด้วย”

นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า ทั้งสองฝ่ายยังจะเดินหน้าเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดนและเพิ่มตัวเลขการค้าชายแดน โดยเร่งรัดให้คณะทำงานด้านการค้าชายแดน และการค้าการลงทุนจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด คาดว่าจะประชุมครั้งแรกปลายเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมและแก้ไขปัญหาการค้าและการลงทุนชายแดนระหว่างกัน
นอกจากนี้ ไทยได้เสนอการเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นระหว่าง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย กับ 5 รัฐตอนเหนือของมาเลเซีย ในรูปแบบเมืองคู่แฝดทางการค้า ระหว่างจังหวัดนราธิวาส-รัฐกลันตัน สงขลา-รัฐเคดาห์ สตูล-รัฐเปอลิส ยะลา-รัฐเปรัก และปัตตานี-รัฐตรังกานู ตลอดจนได้ผลักดันให้เร่งหาข้อสรุปในการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารข้ามพรมแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย เพื่อให้ลงนามได้ภายในปีนี้
ทั้งนี้ สองฝ่ายยินดีต่อความคืบหน้าการก่อสร้างถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่ และด่านบูกิตกายูฮิตัมฝั่งมาเลเซียที่กำหนดจะแล้วเสร็จในปี 2568 ซึ่งจะทำให้การขนส่งสินค้าและการเดินทางของนักท่องเที่ยวข้ามพรมแดนสะดวกมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงความร่วมมือใหม่ ๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมผู้ประกอบการด้านฮาลาล และธุรกิจแฟรนไชส์ที่ไทยมีศักยภาพไปยังมาเลเซีย
รวมถึงความร่วมมือด้านดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการค้า ดึงดูดการลงทุน และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
อีกทั้งยังประชาสัมพันธ์เชิญชวนฝ่ายมาเลเซียเข้าร่วมงานมหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดสงขลา รวมทั้งกิจกรรมส่งเสริมการค้าของไทยในปี 2567 ที่จะจัดขึ้นในประเทศมาเลเซีย เช่น งาน Thailand Week 2024 และงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทยด้วย และการประชุม JTC ครั้งที่ 4 จะเกิดขึ้นที่ประเทศไทย
ทั้งนี้ มาเลเซียเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในอาเซียน และอันดับที่ 4 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าชายแดนอันดับ 1 ของไทย ในปี 2566 การค้ารวมไทย-มาเลเซีย มีมูลค่า 25,118.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (-7.14%)
สำหรับในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2567 (ม.ค.-พ.ค.) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 10,787.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (-0.54%) โดยเป็นการส่งออก 5,046.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 5,740.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ น้ำมันสำเร็จรูป และเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ
ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ น้ำมันดิบ แผงวงจรไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์ ขณะที่สินค้าเกษตรสำคัญของไทยที่ส่งออกไปมาเลเซีย อาทิ ยางพารา ข้าว ไก่สดแช่เย็น แช่แข็ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง
