คลัง-สำนักงบประมาณ จ่อชงบอร์ดชุดใหญ่แจกเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท ใช้งบฯปี’67-68 รวม 4.5 แสนล้านบาท 15 ก.ค. นี้ ส่อถอยใช้เงิน ธ.ก.ส. คาดคนลงทะเบียนไม่เต็ม 50 ล้านคน
วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับการดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครั้งที่ 7/2567 ว่า สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง ได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแหล่งเงินที่จะใช้ในโครงการ โดยอาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ แล้ว เนื่องจากตามข้อศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พบว่า การดำเนินโครงการใดของรัฐในอดีต เช่น คนละครึ่ง มียอดผู้ใช้สิทธิไม่เกิน 90%
ดังนั้นในส่วนโครงการดิจิทัลวอลเลต ซึ่งรัฐบาลยังยืนยันจะครอบคลุมประชาชน 50 ล้านคนเช่นเดิม แต่กระบวนการในการเตรียมงบประมาณเพื่อรองรับการดำเนินการคงไม่เกิน 90% หรือใช้เงินประมาณ 4.5 แสนล้าบบาทเท่านั้น ซึ่งตามข้อเสนอมองว่าสามารถใช้วิธีการบริหารจัดการด้วยวิธีงบประมาณตามปกติได้ ดังนี้
- การใช้งบจากงบประมาณปี 2567 จำนวน 1.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณเพิ่มเติม 1.22 แสนล้านบาท และงบประมาณจากการบริหารจัดการอีก 4.3 หมื่นล้านบาท
- การใช้งบฯจากงบประมาณปี 2568 จำนวน 2.8 แสนล้านบาท แบ่งเป็น งบประมาณประจำ 1.52 แสนล้านบาท และงบฯจากการบริหารจัดการอีก 1.32 แสนล้านบาท ซึ่งสุดท้ายเชื่อว่าจะเพียงพอรองรับการดำเนินการ
“เรายังตั้งเป้า 50 ล้านคนเช่นเดิม แต่จากประสบการณ์ในอดีตจะมีประชาชนมาลงทะเบียนไม่เต็มตามเป้าหมาย หลัก ๆ ไม่เกิน 90% สำนักงบประมาณและคลังจึงมีข้อเสนอให้ใช้กระบวนการในการบริหารงบประมาณแทนในวงเงิน 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งท้ายที่สุดหากต้องใช้เงินในโครงการน้อยกว่าที่ตั้งไว้ก็นำเงินส่วนที่เหลือไปใช้ในโครงการอื่นที่เป็นการพัฒนา หรือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศได้ แต่หากจำเป็นต้องใช้เงินมากกว่าที่ตั้งไว้ ก็จะใช้วิธีการบริหารจัดการงบฯเอาเงินมาเติม
ส่วนข้อสรุปว่าจะใช้เงินเท่าไหร่คงต้องรอดูยอดลงทะเบียนด้วยว่าจะเป็นเท่าไหร่ อาจจะ 48 ล้านคน งบตรงนี้ก็ครอบคลุม ซึ่งตอนนี้วางแผนว่าจะปิดลงทะเบียนก่อนสิ้นเดือน ก.ย. นี้ ก็จะได้มาสรุปกันอีกทีว่าจะใช้กลไกในการบริหารงบเข้ามาดูว่าจะต้องใช้เงินบวกหรือลบจากที่ตั้งไว้” นายจุลพันธ์กล่าว
นายจุลพันธ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลยืนยันว่าโครงการดิจิทัลวอลเลต จะออกได้แน่นอน ไม่มีอะไร ไม่มีความซับซ้อน ส่วนการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ยังไม่ได้สรุปในวันนี้ อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่คณะกรรมการดิจิทัลชุดใหญ่ ส่วนข้อสังเกตเรื่องการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโครงการนั้น มองว่าไม่มีใครคิดโครงการวันแรกแล้วออกเลย การดำเนินการไม่ได้สวยหรูเหมือนฝัน เมื่อปฏิบัติจริงก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม เป็นความจำเป็นที่จะต้องทำให้ถูกต้องทั้งหมดด้วย
สำหรับรายละเอียดดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อเสนอ ซึ่งจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเลต ที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ซึ่งท้ายที่สุดจะมีข้อสรุป หรือข้อคิดเห็นอย่างไรคงขึ้นอยู่กับมติที่ประชุม และจะมีการแถลงรายละเอียดเรื่องวันลงทะเบียน วิธีการ และช่องทางต่าง ๆ ในวันที่ 24 ก.ค. 2567
ส่วนการใช้เงิน ธ.ก.ส. ตามมาตรา 28 ซึ่งตามข้อเสนอระบุว่าอาจจะไม่มีความจำเป็นแล้วนั้น แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีข้อห่วงใยจากหลายฝ่ายในส่วนนี้ แต่ก็อยากยืนยันว่าหากต้องดำเนินการจริงก็ไม่มีปัญหาอะไร พร้อมทั้งยืนยันว่าเงินดิจิทัล 10,000 บาท จะถึงมือประชาชนภายในสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน พร้อมยืนยันว่าข้อเสนอเรื่องการใช้วิธีการบริหารงบประมาณแทนนั้น อาจจะมีผลกับโครงการลงทุนตามงบลงทุนบ้าง แต่ไม่มีผลกระทบในเรื่องเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง
ทั้งนี้ ในส่วนของคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการยังเป็นไปตามเดิม คือ ต้องเป็นผู้มีอายุ 16 ปี กำหนดวันตัดสิทธิ คือ วันที่ 30 ก.ย. 2567 หรือวันสุดท้ายของการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ เกณฑ์รายได้วัดจากฐานข้อมูลเงินได้ของกรมสรรพากร ณ ปี 2566 ซึ่งสิ้นสุดไปแล้วเมื่อ 31 ธ.ค. 2566 กำหนดว่าจะต้องไม่เกิน 8.4 แสนบาท หรือมีเงินเดือนไม่เกิน 7 หมื่นบาท และต้องเป็นผู้มีเงินฝากไม่เกิน 5 แสนบาท ณ วันที่ 31 มี.ค. 2567
ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและต้องการนำเงินออก จะต้องมีการผูกเบอร์โทรศัพท์แบบรายเดือนเข้ากับระบบด้วย นอกเหนือจากต้องเป็นร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี เพื่อป้องกันหากมีปัญหาจะสามารถตามตัวได้ ส่วนแอปพลิเคชั่นที่จะใช้นั้น สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งยืนยันว่าจะเสร็จทันภายในปีนี้แน่นอน
ด้านนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ยืนยันว่าวันนี้จะมีเงินเพียงพอรองรับเท่ากับจำนวนประชาชนที่มาลงทะเบียนแน่นอน เพื่อให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.เงินตรา ส่วนเงื่อนไขในโครงการทั้งหมดได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เงินมีการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากที่สุด
“เหตุผลที่เราไม่จ่ายเป็นเงินสด เพราะเมื่อเป็นเงินสดคนก็จะเอาไปเก็บในบัญชี จึงไม่มีทางที่เงินสดจะหมุนในระบบเศรษฐกิจ เงื่อนไขที่ออกแบบในโครงการนั้น เพราะรัฐบาลต้องการให้คนเร่งใช้จ่าย ให้เกิดอิมแพ็กต์ เป็นเงื่อนไขที่ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุด และเป็นเงื่อนไขที่ดีที่สุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย” นายเผ่าภูมิกล่าว
ขณะที่ นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท ที่จะใช้ในปีงบประมาณ 2568 นั้น จะมาจากการบริหารจัดการทางการคลังและวิธีงบประมาณ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การบริหารงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ ซึ่งจะต้องไปดูใกล้ชิดว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ ถ้าบริหารจัดการแล้วอาจจะมีส่วนที่ไม่สามารถใช้ได้ทันก็ปรับมาใช้ในส่วนนี้ หรือบางรายการที่สามารถโอนเปลี่ยนแปลงมาใส่ในรายการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งมั่นใจว่าวงเงินดังกล่าวจะสามารถบริหารจัดการได้แน่นอน และไม่มีผลกระทบกับงบฯลงทุนให้มีการเปลี่ยนแปลง