Skip to content

เศรษฐาของบฯ 1.22 แสนล้าน แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ยันใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

17 ก.ค. 2567 | 11:03น.
เศรษฐาของบฯ 1.22 แสนล้าน แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ยันใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกรัฐมนตรีนำเสนอร่างงบฯกลางปี 1.22 แสนล้าน ใช้แจกเงินดิจิทัล 10,000 ยันใช้ภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ

วันที่ 17 กรกฎาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่าเมื่อเวลา 08.38 น. วันที่ 17 ก.ค. นายกรัฐมนตรีเดินทางมายังอาคารรัฐสภา เพื่อเข้าร่วมประชุมสภาพิจารณาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอวงเงินจำนวนไม่เกิน 122,000 ล้านบาท

โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ลงมารอรับ โดยวันเดียวกันนี้เป็นที่น่าสังเกตว่านายกรัฐมนตรีมีอาการไม่สบายอย่างเห็นได้ชัด เสียงแหบ และตาแดง เนื่องจากอาการไข้หวัดและพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะช่วงให้สัมภาษณ์ มีอาการอย่างเห็นได้ชัดเจน

ทั้งนี้ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 1.22 แสนล้านบาท ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมนั้น

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวเสนอร่างกฎหมายว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และการดำรงชีพ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน และภาคธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาระดับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อันเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน โดยไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จึงต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมจำนวนไม่เกิน 1.22 แสนล้านบาท

สำหรับประมาณการเงินที่พึงได้มาสำหรับจ่ายตามงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2567 ประกอบด้วย 1.ภาษีและรายได้อื่น โดยเป็นแหล่งเงินจากการจัดเก็บรายได้ที่เดิมไม่ได้กำหนดไว้ในประมาณการจำนวน 1 หมื่นล้านบาท

2.เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจำนวน 1.12 แสนล้านบาท ซึ่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2567 ที่รัฐบาลนำเสนอต่อสภา เป็นการดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการส่งเสริมให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ และช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตและการดำรงชีพ สร้างโอกาสการประกอบอาชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาระดับการลงทุนในประเทศ รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต

โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญ 2560 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 กฎหมาย และระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

จีดีพี 67 ขยายตัว 3.0%

นายกฯ กล่าวถึงภาพรวมสภาวะเศรษฐกิจของประเทศปี 2567 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.0-3.0 (ค่ากลางร้อยละ 2.5) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่าย และการลงทุนภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และภาคบริการที่เกี่ยวเนื่อง การขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งการอุปโภค บริโภค และการลงทุน และการกลับมาขยายตัวอย่างช้า ๆ ของการส่งออกสินค้าตามการฟื้นตัวของการค้าโลก

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากภาระหนี้ภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตภาคการเกษตร ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจการเงินโลกที่อยู่ในเกณฑ์สูง และมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น สำหรับอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.1-1.1 (ค่ากลางร้อยละ 0.6) และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ 1.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

คาดเก็บรายได้เข้ารัฐ 1 หมื่นล้าน

ภายใต้สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว ปีงบประมาณ 2567 รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง โดยประมาณการจัดเก็บรายได้จากส่วนราชการอื่น รวมสุทธิทั้งสิ้นจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ประกอบกับเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจำนวน 1.12 แสนล้านบาท รวมเป็นรายรับทั้งสิ้น 1.22 แสนล้านบาท เท่ากับวงเงินงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม

“การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล จึงมีความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าให้เติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเม็ดเงินจำนวนมากจะไหลจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน ก่อให้เกิดการซื้อสินค้าการบริการ ทำให้เกิดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง” นายเศรษฐากล่าว

เงินคงคลัง แข็งแกร่งมาก

สำหรับฐานะการคลังประเทศ หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 เม.ย. 2567 มีจำนวน 11,523,700.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 63.78 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศยังอยู่ในกรอบบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายที่ต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

ส่วนฐานะเงินคงคลัง วันที่ 31 พฤษภาคม 2567 มี 394,259.7 ล้านบาท เงินสำรองระหว่างประเทศ 2.21 แสนล้านดอลลาร์ จัดว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก สำหรับงบร่ายจ่ายเพิ่มเติมปี 2567 วงเงิน 1.22 แสนล้านบาทนั้น จำแนกเป็นงบประมาณรายจ่ายงบฯกลาง 1.22 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 100 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม 1.22 แสนล้านบาทดังกล่าว เมื่อรวมกับกรอบวงเงินเดิม ตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 จำนวน 3.48 ล้านล้านบาท จะทำให้ปีงบประมาณ 2567 มีงบประมาณรายจ่ายรวม 3.6 ล้านล้านบาท

ยันใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ว่างบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2567 เมื่อรวมกับกรอบวงเงินเดิมตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2567 จะขาดดุลเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลได้จัดสรรรายจ่ายลงทุนไว้ในงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2567 จำนวน 97,600 ล้านบาท เมื่อรวมกับรายจ่ายลงทุนตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 จำนวน 7.1 แสนล้านบาท ทำให้มีรายจ่ายลงทุน 8.07 แสนล้านบาท

เพิ่มขึ้นจากรายจ่ายลงทุนในปีงบประมาณ 2566 ร้อยละ 17.1 คิดเป็นร้อยละ 22.4 ของวงเงินงบประมาณรวม การบริหารงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดนี้เป็นการใช้จ่ายเพื่อดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลจะดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด กระตุ้นเศรษฐกิจให้เม็ดเงินไหลไปสู่ประชาชนและภาคธุรกิจ สร้างการเจริญเติบโตให้ประเทศพัฒนาศักยภาพอย่างยั่งยืน และเป็นไปตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายเศรษฐานำเสนอร่างงบประมาณเสร็จสิ้น ได้เดินทางกลับไปทำเนียบรัฐบาลทันที ในช่วงบ่ายเวลา 15.00 น. คณะผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย กลุ่มบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) และนาย Andrew Ng คณะกรรมการบริหารบริษัท Amazon.com, Inc. และผู้ก่อตั้งบริษัท AI Fund เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

ต่อมานายเศรษฐาโพสต์ข้อความภายหลังเข้าชี้แจงต่อสภา เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอวงเงินจำนวนไม่เกิน 122,000 ล้านบาท ว่าประชาชนเดือดร้อน เศรษฐกิจต้องการสภาพคล่อง รัฐบาลจึงต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตและการดำรงชีพ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาระดับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ผ่านโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet โดยตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมจำนวนไม่เกิน 122,000 ล้านบาท

“แม้ว่าการขาดดุลงบประมาณจะเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนของรายจ่ายลงทุนก็เพิ่มเป็นร้อยละ 22.4 ของวงเงินงบประมาณรวม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าการขาดดุล และการบริหารงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดนี้ จะเป็นการใช้จ่ายเพื่อดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และกระตุ้นเศรษฐกิจ

โดยรัฐบาลจะดำเนินการให้เป็นไปตามตามกฎหมาย กรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด กระตุ้นเศรษฐกิจให้เม็ดเงินไหลไปสู่ประชาชนและภาคธุรกิจ ให้ประเทศโตได้เต็มพัฒนาศักยภาพ” นายกรัฐมนตรีกล่าว