เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (9 ก.ย. 69) ร่วงลง 450 บาท รูปพรรณขายออก 68,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (9 ก.ย. 69) ร่วงลง 450 บาท รูปพรรณขายออก 68,950 บาท
‘ชัชชาติ’ ตรวจ Data Center 47 แห่ง เดินหน้าจัดระบบให้เหมาะสมกับเมือง
Economic ‘ชัชชาติ’ ตรวจ Data Center 47 แห่ง เดินหน้าจัดระบบให้เหมาะสมกับเมือง
“เอกนัฏ” แบ่ง 10,000 เมกะวัตต์ จาก PDP2026 ให้ “โซลาร์ประชาชน” เหลือ 1 สัปดาห์รับฟังความคิดเห็น
Economic “เอกนัฏ” แบ่ง 10,000 เมกะวัตต์ จาก PDP2026 ให้ “โซลาร์ประชาชน” เหลือ 1 สัปดาห์รับฟังความคิดเห็น
ภารกิจ ETDA คุมแพลตฟอร์ม คลอดคู่มือกำกับค่าฟี-ยกระดับกฎหมาย DPS
Tech ภารกิจ ETDA คุมแพลตฟอร์ม คลอดคู่มือกำกับค่าฟี-ยกระดับกฎหมาย DPS
กำลังใจที่ยิ่งใหญ่เจ้าสัว ซี.พี. มอบทุน ‘เนเน่ รอยัล’
Biz Movement กำลังใจที่ยิ่งใหญ่เจ้าสัว ซี.พี. มอบทุน ‘เนเน่ รอยัล’
สทนช.-กรมอุตุฯ เปิดระบบ “clpp-radar” เตือนฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมง เช็กพื้นที่เสี่ยงได้ถึงระดับตำบล
Economic สทนช.-กรมอุตุฯ เปิดระบบ “clpp-radar” เตือนฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมง เช็กพื้นที่เสี่ยงได้ถึงระดับตำบล
หุ้นไทยวันนี้ลุ้น 1,632 จุด น้ำมันจ่อ 100 ดอลล์ หนุนเงินไหล ‘พลังงาน-ปิโตรฯ-Tech’
Finance หุ้นไทยวันนี้ลุ้น 1,632 จุด น้ำมันจ่อ 100 ดอลล์ หนุนเงินไหล ‘พลังงาน-ปิโตรฯ-Tech’
“สุริยะ” สั่ง “วัชระพล” เร่งทำตามคำพิพากษาศาลปกครอง แก้ปลาหมอคางดำให้เห็นผลใน 180 วัน
Economic “สุริยะ” สั่ง “วัชระพล” เร่งทำตามคำพิพากษาศาลปกครอง แก้ปลาหมอคางดำให้เห็นผลใน 180 วัน
CP แจ้งเงื่อนไข​เดินรถ “แอร์พอร์ตลิงก์” ต่อ 4 เดือน ‘พิพัฒน์’ เรียก รฟท.ถกด่วนดูข้อเสนอ
Politics CP แจ้งเงื่อนไข​เดินรถ “แอร์พอร์ตลิงก์” ต่อ 4 เดือน ‘พิพัฒน์’ เรียก รฟท.ถกด่วนดูข้อเสนอ
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังฮูตีโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานซาอุฯ
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังฮูตีโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานซาอุฯ
ดูทั้งหมด

ตลาดแรงงานสหรัฐส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว คาดเฟดลดดอกเบี้ยปลายปี

09 ส.ค. 2567 | 18:02น.
ดอลลาร์

ตลาดแรงงานสหรัฐส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว ตลาดคาดเฟดลดดอกเบี้ยปลายปี

วันที่ 9 สิงหาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 5-9 สิงหาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (5/8) ที่ระดับ 35.25/35.25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/8) ที่ระดับ 35.35/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังการเปิดเผยตัวเลขภาคแรงงานสหรัฐที่อ่อนแอในวันศุกร์ (2/8)

โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 114,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ค. ซึ่งตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 177,000 ตำแหน่ง อีกทั้งมีการปรับตัวเลขการจ้างงานในเดือน มิ.ย. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้นเพียง 179,000 ตำแหน่ง จากเดิมรายงานว่าเพิ่มขึ้น 206,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2564 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.1%

โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นปัจจัยกดดันต่อภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ และส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยรุนแรงขึ้นกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ โดยล่าสุด CME Fed Watch บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 75% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.50 ลงสู่ระดับร้อยละ 4.75-5.00 ในการประชุมเฟดเดือนกันยายน และนักลงทุนให้น้ำหนัก 85% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยร้อยละ 1.00 ในปี 2567

นอกจากนี้กระทรวงแรงงานพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐปรับตัวลง 3.5% ในเดือน มิ.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าปรับตัวลง 2.9% หลังจากปรับตัวลง 0.5% ในเดือน พ.ค. บ่งชี้ถึงอุปสงค์ที่อ่อนแอของสหรัฐ อีกทั้งนายออสแตน กูลสบี ประธานเฟด สาขาชิคาโก กล่าวว่า เฟดควรมีมาตรการตอบรับต่อสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความอ่อนแอในเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยไม่ควรที่จะเข้มงวดเกินไปในขณะนี้

อย่างไรก็ตามค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า หลังจากในวันจันทร์ (5/8) สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 51.4 ในเดือน ก.ค. โดยฟื้นตัวขึ้นจากระดับ 48.8 ในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 51.0 บ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคบริการ โดยได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้าง

โดยนักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือน ก.ค.ของสหรัฐ ในวันที่ 14 ส.ค. รวมทั้งการแสดงความเห็นของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดในการประชุมประจำปีของเฟดซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ในวันที่ 22-24 ส.ค.นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ โดยการประชุมจะจัดขึ้นในหัวข้อ “Reassessing the Effectiveness and Transmission of Monetary Policy”

นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังได้รับแรงหนุน หลังจากในวันพฤหัสบดี (8/8) หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสหรัฐดิ่งลงอย่างรุนแรงเกินคาด โดยยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรูดลง 17,000 ราย สู่ 233,000 รายในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 ส.ค. ซึ่งถือเป็นการดิ่งลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบราว 11 เดือน ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ในโพลล์รอยเตอร์คาดไว้ว่า ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานอาจอยู่ที่ 240,000 รายในสัปดาห์ล่าสุด โดยรายงานดังกล่าวช่วยลดความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ

Advertisement

สำหรับปัจจัยภายในภูมิภาค ไฉซินและเอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยผลสำรวจในวันจันทร์ (5/8) ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของจีน ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 52.1 ในเดือน ก.ค. จากระดับ 51.2 ในเดือน มิ.ย. บ่งชี้ว่าภาคบริการของจีนมีการขยายตัวรวดเร็วขึ้นในเดือน ก.ค. แม้อุปสงค์ในต่างประเทศชะลอตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน และเป็นการขยายตัวติดต่อกันเดือนที่ 19

นอกจากนี้ในวันศุกร์ (9/8) สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของจีนปรับขึ้น 0.5% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดรอบ 5 เดือน หลังจากปรับขึ้น 0.2% ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบรายปี และอยู่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ในโพลล์รอยเตอร์ที่ 0.3% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายปี โดยราคาผู้บริโภคได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของราคาอาหารท่ามกลางปัญหาด้านสภาพอากาศ

อีกทั้งดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ดิ่งลง 0.8% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากรูดลง 0.8% ในเดือน มิ.ย.เมื่อเทียบรายปี และเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ที่ -0.9% สำหรับเดือน ก.ค. โดยภาวะเงินฝืดในส่วนของผู้ผลิตยังคงดำเนินต่อไป และรายงานนี้บ่งชี้ว่า การบริโภคพื้นฐานของจีนยังคงมีแนวโน้มอ่อนแอ และอาจจะสร้างปัญหาให้แก่ผู้กำหนดนโยบายของจีน

ทั้งนี้ อุปสงค์ที่อ่อนแอภายในจีนถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีน ในขณะที่มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ผู้บริโภคจีนไม่ต้องการใช้จ่ายเงินในการซื้อสินค้ารายการใหญ่ โดยปัจจัยดังกล่าวรวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในภาวะตกต่ำมาเป็นเวลายาวนาน ความไม่มั่นคงทางการทำงาน และหนี้สินที่ระดับสูงของรัฐบาลท้องถิ่นในจีน

นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนก็อาจจะไม่สามารถพึ่งพาภาคส่งออกได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากการส่งออกของจีนได้รับแรงกดดันจากปัจจัยหลายประการ ซึ่งรวมถึงความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับชาติตะวันตก, การเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน และความกังวลที่ว่าอาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันพุธ (7/8) ช่วงบ่ายศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกล เพื่อหยุดยั้งการกระทำล้มล้างการปกครอง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้คดีพรรคก้าวไกลหาเสียงเลือกตั้งด้วยการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ถือเป็นเด็ดขาดและมีผลผูกพัน พร้อมกันนั้นยังมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคที่ดำรงตำแหน่งระหว่าง 25 มี.ค. 64-31 ม.ค. 67 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค และห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับการจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองใหม่ ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าขึ้นหลังจากมีคำตัดสินออกมา

นอกจากนั้น นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการ่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร.ได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าว่ายังมีความเปราะบาง แม้การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐจะเริ่มนำเงินไหลเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณทำให้การใช้จ่ายของรัฐกลับมาขยายตัวเฉลี่ยสูงกว่า 15% ในเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2567

แต่อย่างไรก็ดี อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัว สะท้อนจากยอดโอนอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-พ.ค. 2567) ชะลอตัว -8.8%, ยอดจำหน่ยรถยนต์ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย. 2567) ชะลอตัวต่อเนื่องที่ -24% เมื่อเทียบรายปี และการส่งออกที่ยังขยายตัวได้น้อย ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะทยอยกลับมาฟื้นตัว ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.01-35.54 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (9/8) ที่ระดับ 35.26/28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (5/8) ที่ระดับ 1.0918/19 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/8) ที่ระดับ 1.0820/21 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์

ต่อมาผลสำรวจในอังคาร (6/8) ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซนจากฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) ที่รวบรวมโดยเอสแอนด์พี โกลบอล อยู่ที่ระดับ 50.2 ในเดือน ก.ค. ชะลอลงจากระดับ 50.9 ในเดือน มิ.ย. ซึ่งสูงกว่าตัวเลขปริมาณการเบื้องต้น 50.1 และบ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัวเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน แต่ยังคงถูกกดดันจากภาคบริการ ซึ่งเป็นภาคส่วนหลักของเศรษฐกิจยูโรโซน ขยายตัวอย่างอ่อนแอ ประกอบกับภาคการผลิตที่ยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง

ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซน แตะที่ระดับ 51.9 ในเดือน ก.ค. ปรับตัวลงจาก 52.8 ในเดือน มิ.ย. แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมในโรงงานยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยผลผลิตปรับตัวลงในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในปีนี้ นอกจากนี้ ความต้องการโดยรวมทั่วยูโรโซนยังปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน และปรับตัวลงในอัตราที่รวดเร็วกว่าเดือน มิ.ย. โดยดัชนีธุรกิจใหม่โดยรวมปรับตัวลงสู่ระดับ 49.0 จาก 49.4 ต่อมาในวันพุธ (7/8) สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีเปิดเผยข้อมูล ยอดส่งออกของเยอรมนีในเดือนมิถุนายน 2567 ลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

โดยสาเหตุมาจากความต้องการสินค้าที่ลดลงจาก 2 แหล่งสำคัญคือสหรัฐซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของเยอรมนี และประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรป นอกจากนี้ทางสำนักงานสถิติฯรายงานว่า เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ยอดส่งออกสินค้าของเยอรมนีในเดือนมิถุนายนลดลง 3.4% แย่กว่าคาดการณ์ที่คาดไว้ว่าจะลดลงเพียง 1.5% เท่านั้น ยอดเกินดุลการค้าระหว่างประเทศของเยอรมนีลดลงเหลือ 2.04 หมื่นล้านยูโร (2.23 หมื่นล้านดอลลาร์) จากเดิม 2.49 หมื่นล้านยูโรในเดือน พ.ค. ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.35 หมื่นล้านยูโร

นอกจากตัวเลขการค้าแล้ว สำนักงานสถิติฯยังรายงานว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 1.4% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ยอดสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมในเดือนเดียวกันนี้ก็ฟื้นตัวดีขึ้นมาก แต่นักเศรษฐศาสตร์ยังเตือนว่าภาพรวมเศรษฐกิจเยอรมนียังคงน่าเป็นห่วง ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0881-1.1008 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (9/8) ที่ระดับ 1.0921/22 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (5/8) ที่ระดับ 145.11/12 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/8) ที่ระดับ 148.88/89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ ต่อมาในวันจันทร์ (5/8) มีการเปิดเผยรายงานการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เมื่อวันที่ 13-14 มิ.ย. ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กรรมการ BOJ บางส่วนแสดงความกังวลต่อผลกระทบของค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลง

โดยชี้ว่าส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และเพิ่มความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้ออาจสูงเกินเป้าหมายที่ธนาคารกลางกำหนดไว้ นอกจากนี้ในวันอังคาร (6/8) นายชินอิจิ อุจิดะ รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่า BOJ จะตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับปัจจุบัน เพื่อดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป และจะไม่ปรับขึ้นอีกในช่วงที่ตลาดการเงินยังคงไร้เสถียรภาพ ประกอบกับทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการเปิดเผยข้อมูลในวันพุธ (7/8) ว่า รัฐบาลได้ทุ่มเงิน 5.92 ล้านล้านเยน (4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อวันที่ 29 เมษายน เพื่อหนุนค่าเงินเยน

ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงครั้งใหญ่ที่่สุดภายในวันเดียว ตามมาด้วยอีก 3.87 ล้านล้านเยนในสองวันต่อมาสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ข้อมูลดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกที่ทางการญี่ปุ่นได้ออกมายืนยันวันและปริมาณการเข้าซื้อเงินเยนและเทขายเงินดอลลาร์ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน

โดยวงเงินทั้งหมดที่ใช้ในช่วงเวลาดังกล่าวแตะ 9.79 ล้านล้านเยน ซึ่งถือเป็นสถิติเข้าซื้อเงินเยนสูงสุดเมื่อรวมทั้งไตรมาส การที่เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้ทางการญี่ปุ่นเกิดความกังวล ซึ่งในขณะนั้นขู่ว่าจะใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับตลาดปริวรรตเงินตราที่มีความผันผวนมากเกินไป

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 141.66-147.89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (9/8) ที่ระดับ 147.21/22 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ