เร่งตั้งรัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นประเทศ
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 วินิจฉัยให้นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี โดยเป็นการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) มาตรา 160 (4) (5) มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ด้วย
ผลของการสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปโดยกะทันหัน ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับภาคประชาชนและภาคธุรกิจ อันเนื่องมาจากรัฐบาลพึ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 357 วัน หรือยังไม่ครบ 1 ปีเสียทีเดียว มีผลทำให้นโยบายทางด้านเศรษฐกิจหลายอย่างของรัฐบาลเศรษฐายังไม่มีผลในทางปฏิบัติ หรือบางนโยบายยังไม่ได้เริ่มดำเนินการเสียทีเดียว โดยนโยบายด้านเศรษฐกิจได้มุ่งไปที่การรักษาประเทศไทย ที่เปรียบเสมือนคนป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย จึงเป็นที่มาของการจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่าย และการดึงดูดการลงทุน
ไม่ว่าจะเป็นการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet ที่รัฐบาลนายเศรษฐาเชื่อกันว่าจะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจถึง 4 ลูกก็พึ่งจะเริ่มต้นก้าวเดิน หลังประสบปัญหาแหล่งเงินทุนและถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องของความไม่คุ้มค่าที่จะใช้เม็ดเงินสูง
โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจออก TOR การขึ้นค่าแรง 400 บาท โครงการซอฟต์พาวเวอร์ ที่พึ่งอนุมัติงบฯกลางสนับสนุนกิจกรรมบ้างแล้ว ไปจนกระทั่งถึงการปรับแก้กฎหมายให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้นานขึ้น จาก 50 ปี เป็น 99 ปี และการถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพิ่มขึ้นจาก 49% เป็น 75% ตามมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการขับเคลื่อนตลาดทุนที่ประกาศว่าจะต้องทำ ได้แก่ การปรับเงื่อนไข Thai ESG และกองทุนรวมวายุภักษ์ ที่จะดำเนินการก่อนสิ้นปีนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน นโยบายและมาตรการทางด้านเศรษฐกิจที่จะเป็นเครื่องช่วยฟื้นเศรษฐกิจ และโฟกัสให้ประเทศไทยอยู่ในสายตาของนักลงทุนโลก บัดนี้ได้หยุดชะงักลงตามการสิ้นสุดของ ครม.นายเศรษฐา ทวีสิน
จึงควรที่นายกรัฐมนตรี จักต้องรีบตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศโดยเร็ว เพื่อปิดช่วงสุญญากาศทางด้านการเมือง สร้างความเชื่อมั่นทั้งในและนอกประเทศ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในการปรับปรุงนโยบายทางด้านเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปจาก 357 วันของรัฐบาลชุดที่แล้ว สืบต่อ “ภารกิจ” ของ “ผู้นำ” ในการนำพาประเทศชาติและประชาชนชาวไทยมุ่งสู่ความรุ่งเรืองต่อไป