ส่อง 3 มาตรการกำกับตลาดหุ้น มีผลบังคับใช้วันนี้ “บล.เอซีย พลัส” ชี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากขึ้น เชื่อ Dynamic Price Band เป็นรายหุ้น บวกลบ 10% จากราคาซื้อขายล่าสุดของหุ้นนั้น ช่วยลดแรงกดดันจากการถูกฟอร์ซเซลได้ ส่วนเพิ่มวิธีจับคู่ซื้อขายในคราวเดียวหรือ Auction ทำให้นักลงทุนทำราคาได้ยากขึ้น ด้าน Minimum Resting Time คำสั่งซื้อขายจะต้องคงอยู่ในระบบอย่างน้อย 250 มิลลิวินาที ทำให้วอลุ่มการซื้อขายมีความเป็นจริงมากขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ใช้โรบอตเทรดตั้งวอลุ่มหลอกจนนักลงทุนเกิดความเข้าใจผิด
วันที่ 2 กันยายน 2567 ในวันนี้ (2 ก.ย.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะมีการบังคับใช้ 3 มาตรการกำกับใหม่ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทย ประกอบด้วย 1.การกำหนดกรอบราคาซื้อขายหลักทรัพย์ (Dynamic Price Band) 2.การซื้อขายด้วยวิธีจับคู่ซื้อขายในคราวเดียว (Auction) และ 3.การกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่คำสั่งซื้อขายต้องคงอยู่ในระบบซื้อขาย (Minimum Resting Time)
วัตถุประสงค์ของมาตรการ
- มาตรการ Dynamic Price Band : เพื่อควบคุมและลดความผันผวนของราคาซื้อขายหลักทรัพย์ในระหว่างวัน
- มาตรการ Auction : เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและลดความร้อนแรงของหลักทรัพย์ที่อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขาย
มาตรการ Minimum Resting Time : เพื่อป้องกันการใส่-ถอนคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีความถี่จนอาจทำให้ผู้ลงทุนทั่วไปเข้าใจผิดว่ามีความต้องการซื้อขายหลักทรัพย์ในปริมาณมาก (เพิ่มกลไกควบคุมพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม)
นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานกฎหมายและโฆษก ตลท. ตอบคำถามต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับ 3 มาตรการข้างต้นดังนี้
1. Dynamic Price Band จะใช้กับหลักทรัพย์ทุกประเภทหรือไม่
- เฟส 1 (เริ่มใช้ 2 ก.ย. 2567) จะใช้กับ หุ้นสามัญ, หน่วยทรัสต์ (เช่น REITs) และหน่วยลงทุนของกองทุนรวม (เช่น Property Funds และ Infrastructure Funds) ที่มีราคาตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป จะไม่ใช้กับ หลักทรัพย์ที่มีหลักทรัพย์ข้างต้นเป็น Underlying (เช่น DW), หลักทรัพย์ที่ซื้อขายแบบ Odd-lot และหลักทรัพย์ Foreign
- เฟส 2 จะใช้กับ หลักทรัพย์ที่อยู่ภายใต้มาตการ Dynamic Price Band ในเฟส 1 และหลักทรัพย์ ที่มีหลักทรัพย์ข้างต้นเป็น Underlying (เช่น DW), หลักทรัพย์ที่ซื้อขายแบบ Odd-lot และหลักทรัพย์ Foreign
หมายเหตุ : มาตรการ Dynamic Price Band (ทั้งในเฟส 1 และ 2) จะไม่ใช้กับหลักทรัพย์ที่มีเหตุการณ์ที่อาจส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงราคาได้มากกว่าปกติ (เช่น หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายในวันแรก (First Trading Day หรือหุ้น IPO), หุ้นที่มีข่าว Tender Offer และกรณีอื่น ๆ เมื่อตลาดหลักทรัพย์ฯพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุที่ทำให้ราคาของหลักทรัพย์สูงหรือต่ำกว่า Dynamic Price Band ไม่ขัดต่อสภาพปกติของตลาด)
2.เมื่อหลักทรัพย์หยุดซื้อขายตามมาตรการ Dynamic Price Band จะส่งผลต่อ Single Stock Futures (SSF) ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ดังกล่าวอย่างไร
* เฟส 1 (เริ่มใช้ 2 ก.ย. 2567) ผู้ลงทุนยังสามารถทำการซื้อขาย SSF ใน TFEX ได้ตามปกติ
ทั้งนี้ ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นจากการมี Position ใน SSF ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ซึ่งหยุดการซื้อขายชั่วคราวจากมาตรการ Dynamic Price Band เป็นระยะเวลา 2 นาที
* เฟส 2 SSF ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ซึ่งหยุดการซื้อขายชั่วคราวจากมาตรการ Dynamic Price Band จะหยุดการซื้อขายชั่วคราวเช่นเดียวกับหลักทรัพย์ที่อ้างอิงนั้น
3.ผู้ลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อขายที่ราคานอก Dynamic Price Band ได้หรือไม่
* ผู้ลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ตามปกติ โดยหากเป็นการส่งคำสั่งมารอ (หรือ Waiting Order) แม้จะเป็นราคานอก Dynamic Price Band ก็จะไม่มีผลกระทบจากมาตรการ Dynamic Price Band
* แต่หากมีการส่งคำสั่งซื้อหรือขายหลักทรัพย์และคำสั่งดังกล่าวจะทำให้เกิดการจับคู่นอก Dynamic Price Band (หรือที่เรียกว่า Aggressive Order) ระบบซื้อขายจะทำการจับคู่ซื้อขายให้เฉพาะในส่วนที่จับคู่แล้วยังอยู่ใน Dynamic Price Band จากนั้นระบบซื้อขายจะหยุดจับคู่หลักทรัพย์นั้นและเข้าสู่ Pre-open 2 นาที พร้อมทั้งยกเลิกคำสั่งในส่วนที่จะทำให้เกิดการจับคู่นอก Dynamic Price Band
4. Dynamic Price Band จะลดโอกาสที่หุ้นจะ Ceiling หรือ Floor หรือไม่
* มาตรการ Dynamic Price Band จะช่วยลดโอกาสที่ราคาหลักทรัพย์จะพุ่งสูงขึ้นหรือลดต่ำลงอย่างรวดเร็วเกินไปในช่วงการซื้อขายระหว่างวัน เนื่องจากมาตรการ Dynamic Price Band จะทำให้เกิดการหยุดการจับคู่ซื้อขายเป็นระยะ ๆแต่ไม่ได้ปิดกั้นการที่หลักทรัพย์นั้นจะ Ceiling หรือ Floor
5.Minimum Resting Time ใช้กับหุ้น IPO ด้วยหรือไม่
* ใช้กับการซื้อขายหลักทรัพย์โดยทั่วไป ซึ่งรวมถึงการซื้อขายหุ้น IPO ด้วย
* ยกเว้นไม่ใช้กับการส่งคำสั่งของ Market Maker ที่ขึ้นทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือ TFEX เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ดูแลสภาพคล่อง
6.การกำหนดเวลาขั้นต่ำของคำสั่งซื้อขาย (Minimum Resting Time) ที่ 250 มิลลิวินาที มีที่มาอย่างไร
* ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งข้อมูลทางทฤษฎีและข้อมูลทางสถิติแล้ว เห็นว่าระยะเวลา 250 มิลลิวินาทีเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะใช้จะควบคุมพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสมได้ตามวัตถุประสงค์ของมาตรการนี้
7. การประเมินประสิทธิผลของมาตรการ
* ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะติดตามและประเมินประสิทธิผลของมาตรการที่ใช้งานแล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาแนวทางการทบทวนมาตรการที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
* ในส่วนของมาตรการ Uptick ที่เริ่มใช้มาเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน พบว่าปริมาณการทำ Short Sell ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นไปตามที่ได้คาดหมายไว้ก่อนหน้านี้
8.ความผันผวนของ SET Index เกิดจากอะไร เพราะแม้เริ่มใช้ Uptick แล้ว ก็ยังมีความผันผวนสูงอยู่
* ความผันผวนของ Index สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสภาพการซื้อขายของตลาดหลายเหตุการณ์ เช่น เหตุการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ, ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา จีน และกลุ่มสหภาพยุโรป รวมถึงเหตุการณ์ Black Monday ที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นต่างประเทศหลาย ๆ แห่ง เช่น NYSE และ JPX เป็นต้น
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า 3 มาตรการกำกับตลาดหุ้น ที่จะเริ่มบังคับใช้วันที่ 2 ก.ย.นี้ ก็เชื่อว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากขึ้น
1.การกำหนดกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band เป็นรายหุ้น (บวกลบ 10% จากราคาซื้อขายล่าสุดของหุ้นนั้น) เพิ่มเติมจาก Ceiling & Floor ในปัจจุบัน (บวกลบ 30% จากราคาปิดในวันทำการก่อนหน้า) ซึ่งเป็นการเพิ่มกลไกในการควบคุมความผันผวนของราคาซื้อขายหุ้น ถ้าลงมา 10% จะมีการหยุดเทรดชั่วคราว ช่วยลดแรงกดดันจากการถูกฟอร์ซเซลได้
2.เพิ่มวิธีจับคู่ซื้อขายในคราวเดียว (Auction) ตามช่วงเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯกำหนด สำหรับหุ้นที่มีการซื้อขายผิดไปจากสภาพปกติ และตลาดหลักทรัพย์ฯกำหนดให้เข้ามาตรการกำกับซื้อขายตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป ก็ทำให้นักลงทุนทำราคาได้ยากขึ้น
และ 3.กำหนดเวลาขั้นต่ำของคำสั่งซื้อขาย ก่อนที่จะสามารถแก้ไขหรือยกเลิกคำสั่งซื้อขาย (Minimum Resting Time) โดยคำสั่งซื้อขายจะต้องคงอยู่ในระบบอย่างน้อย 250 มิลลิวินาที ทำให้วอลุ่มการซื้อขายมีความเป็นจริงมากขึ้น ก่อนหน้านี้ใช้โรบอตเทรดตั้งวอลุ่มหลอกเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้นักลงทุนเกิดความเข้าใจผิด
ดังนั้นจะเกิดความเข้าใจดีมานด์และซัพพลายของวอลุ่มซื้อขายหุ้นได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น ทั้งหมดการกำกับดูแลก็เพื่อจะให้ภาพตลาดหุ้นอยู่ในแนวโน้มความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น และนักลงทุนจะมีความเชื่อมั่นมากขึ้นตามลำดับ

