ตลาดหลักทรัพย์ฯลงนามต่ออายุ MOU 4 ปี หวังส่งเสริมความรู้ทางการเงินกับ กอช.-กยศ. ผนึกกำลังขยายองค์ความรู้ให้เข้าถึงทุกช่วงวัย
วันที่ 2 กันยายน 2567 นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาทางการเงินที่หลากหลาย เช่น ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และการที่สังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) แต่คนไทยส่วนใหญ่ประสบปัญหาแก่ก่อนรวย มีเงินใช้ไม่เพียงพอในวัยเกษียณ ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงได้เร่งส่งเสริมความรู้ทางการเงินซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชนทุกช่วงวัย
ซึ่งเป็นแผนกลยุทธ์สำคัญและสอดรับกับแนวคิด ร่วมสร้างอนาคต เพื่อโอกาสของทุกคน ในโอกาสที่ตลาดหลักทรัพย์ฯก้าวสู่ปีที่ 50 โดยตลาดหลักทรัพย์ฯได้พัฒนาองค์ความรู้การเงินการลงทุนและเครื่องมือในการเรียนรู้ SET e-Learning ให้ทันสมัย มีหลักสูตรหลากหลาย ตอบโจทย์การเรียนรู้วิถีใหม่ พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตร เพื่อนำความรู้ไปสู่กลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ลงนามต่ออายุ MOU ส่งเสริมความรู้ทางการเงินกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยการลงนาม MOU ครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี ผนึกกำลังขยายองค์ความรู้ให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย
ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน แรงงานนอกระบบ แรงงานอิสระ และประชาชนทั่วไป ให้มีความรู้ทางการเงิน สามารถบริหารจัดการหนี้ วางแผนการออมได้อย่างเหมาะสม และมีเงินไว้ใช้จ่ายเพียงพอในยามเกษียณ
ตลาดหลักทรัพย์ฯมุ่งมั่นขับเคลื่อนความรู้ทางการเงินและการลงทุนให้แก่ประชาชนมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ โดยร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ผ่านกิจกรรมการให้ความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
อาทิ โครงการ “Happy Money, Happy Young Old ปูนนี้ (ก็) มีใช้” โครงการ “Happy Money พี่เลี้ยงการเงิน” สื่อความรู้ออนไลน์ทั้งบทความ คลิปความรู้ อินโฟกราฟิก หลักสูตรออนไลน์ SET e-Learning ครอบคลุมเนื้อหาด้านการวางแผนการเงิน การบริหารจัดการหนี้ การวางแผนเพื่อเกษียณ และการลงทุน ทั้งนี้ องค์กรที่สนใจความรู้ด้านการเงินของตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.set.or.th/happymoney
ด้านนางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กล่าวว่า กอช.ขับเคลื่อนการส่งเสริมความรู้ด้านการเงินการลงทุน ตลอดจนส่งเสริมความยั่งยืนทางสังคมในด้านการสร้างหลักประกันบำนาญขั้นพื้นฐานในอนาคต ยกระดับการเรียนรู้วิถีใหม่ในโลกยุคดิจิทัล ให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ กอช. คือ “มุ่งสร้างฐานการออม ขับเคลื่อนบำนาญภาคประชาชนอย่างทั่วถึง” ซึ่งปัจจุบัน กอช.มีสมาชิกกว่า 2.6 ล้านคน
สำหรับความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯและ กอช. มีมาตั้งแต่ปี 2561 ได้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างดีในการผลักดันความรู้ความเข้าใจการวางแผนการเงินให้กับประชาชน สร้างความเข้มแข็ง และมีสุขภาพการเงินที่ดี เกษียณอายุอย่างมีคุณภาพ ผ่านการออมเงินกับ กอช. และจากความสำเร็จที่ผ่านมา จึงได้ร่วมลงนามต่ออายุ MOU เพื่อขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันในการมุ่งมั่นวางแผนการเงินให้กับคนไทย และสร้างความเข้าใจในการจัดการทางการเงิน โดยเฉพาะการวางแผนเพื่อการเกษียณ ให้เกิดความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพต่อไป
ขณะที่นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า กยศ.มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความรู้และทักษะด้านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทย โดยเฉพาะความรู้ทางการเงินที่ทุกคนควรมี เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าของเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา
และมีความรับผิดชอบในการชำระเงินคืนกองทุน กองทุนและตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความร่วมมืออันดีมายาวนานถึง 7 ปี ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีหลักสูตร SET e-Learning วางแผนการเงิน การลงทุน และการเป็นผู้ประกอบการจำนวนทั้งสิ้น 71 หลักสูตร พร้อมให้นักเรียนนักศึกษาผู้กู้ยืมเข้าไปเรียนรู้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ซึ่งปัจจุบันมีผู้กู้ยืมประมาณ 7 ล้านคนได้เรียน และนำไปสะสมจำนวนชั่วโมงจิตสาธารณะตามหลักเกณฑ์ที่กองทุนกำหนด และมียอดผู้เข้าเรียนสะสมกว่า 7.9 ล้านครั้ง ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผลเชิงประจักษ์จากจำนวนผู้เข้าเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยทุกปี
ทางกองทุนคาดหวังให้ผู้กู้ยืมทุกคนได้มีความรู้ทางการเงิน เพื่อสามารถบริหารจัดการรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สินของตนเองได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมและสร้างโอกาสให้แก่ตนเองในอนาคต ตลอดจนสามารถชำระคืนเงินกู้ยืมให้กองทุนได้ตามกำหนด
เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องต่อไป ความร่วมมือระหว่าง 2 องค์กรในครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จเดิมด้วยการเสริมสร้างความรู้ทางการเงินสำหรับเยาวชนไทยให้เข้มแข็ง อันจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต