กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง (VAYU 1) กำลังจะเปิดขายหน่วยลงทุนให้แก่ประชาชนทั่วไป ในวันที่ 16-20 ก.ย.นี้ ผ่าน 8 สถาบันการเงิน โดยล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเปิดเผยรายละเอียดออกมาแล้ว
เปิดรายละเอียดขายหน่วยลงทุน
“ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทจัดการ VAYU 1 เปิดเผยว่า VAYU 1 จะเสนอขายหน่วยลงทุนประเภท ก. แก่ผู้ลงทุนทั่วไป ที่ราคาเสนอขาย 10 บาทต่อหน่วย รวมประมาณ 100,000-150,000 ล้านบาท
แบ่งผู้ลงทุนเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 รายย่อยในประเทศ เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยที่มีถิ่นที่อยู่ในไทยและมีอายุไม่น้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์ เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือกองทุนส่วนบุคคลของผู้ลงทุนรายย่อย สัดส่วนเสนอขาย 30,000-50,000 ล้านบาท
และกลุ่มที่ 2 ผู้ลงทุนสถาบันและนิติบุคคลเฉพาะกลุ่ม อาทิ ธนาคารพาณิชย์, บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย, กองทุนประกันสังคม, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สัดส่วนเสนอขาย 100,000-120,000 ล้านบาท
“ระยะเวลาลงทุนของโครงการ 10 ปี รายย่อยซื้อขั้นต่ำ 1,000 หน่วย หรือ 10,000 บาทเพิ่มขึ้นครั้งละ 100 หน่วย หรือ 1,000 บาท โดยจัดสรรด้วยวิธี Small Lot First (ผู้จองซื้อที่จำนวนขั้นต่ำได้รับจัดสรรก่อน) ซึ่งจะประกาศผล ในวันที่ 25 ก.ย. ทาง Settrade.com เวลา 09.00 น. และคาดว่าจะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 ต.ค.”
ปันผล 3-9% ต่อปี คงที่ 10 ปี
ขณะที่ “วราห์ สุจริตกุล” ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน VAYU 1 กล่าวว่า จะกำหนดจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยในรูปแบบเงินปันผลตามผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริง ในอัตราไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี แต่ไม่เกินกว่า 9% ต่อปี คงที่ตลอด 10 ปี โดยผู้ถือหน่วยลงทุนประเภท ก. จะได้รับเงินปันผลอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง คำนวณจากราคาพาร์ที่ 10 บาทต่อหน่วย หรือคิดง่าย ๆ จะได้รับเงินปันผลต่อปีประมาณ 0.30-0.90 บาท/หน่วย/ปี
เน้นลงทุนหุ้นไทยยั่งยืน
“ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย ในฐานะบริษัทจัดการ VAYU 1 กล่าวว่า VAYU 1 จะมีนโยบายการลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก แต่เนื่องจากโครงสร้างกองทุนเป็นกองประเภทยืดหยุ่นสามารถจะลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ก็ได้ตามจังหวะของตลาด เพราะฉะนั้นลักษณะการบริหารมีทั้งแบบเชิงรุกและเชิงรับ
ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนในหุ้นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคงในระยะยาว ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี อาทิ บริษัทที่อยู่ใน SET100 ที่ได้รับคะแนน SET ESG Ratings ระดับ A ขึ้นไป หรือบริษัทนอก SET100 ที่ได้รับคะแนน SET ESG Ratings ระดับ AA ขึ้นไป
อัพไซด์ดัชนีตลาด 50-80 จุด
ด้าน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) วิเคราะห์ว่า นโยบาย VAYU 1 มีระดับความเสี่ยงอยู่ที่ปานกลางค่อนข้างสูง ประเมินอัพไซด์ต่อ SET Index ประมาณ 50-80 จุด บนสมมติฐานวงเงิน 1-1.5 แสนล้านบาท คาดจะทำให้ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 3-4.4 หมื่นล้านบาท
VAYU 1-Thai ESG พยุงตลาด
ฟาก “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยจะมีกองทุนรวมวายุภักษ์เข้ามาซัพพอร์ตตลาด ซึ่งเงื่อนไขการลงทุนเชื่อว่าเป็นที่ถูกใจรายย่อย เพราะมีการให้ผลตอบแทนที่ดีไม่แพ้เงินฝาก รวมถึงประกันเงินต้นด้วย นอกจากนี้ยังมีกองทุน Thai ESG ที่ปรับเงื่อนไข ก็จะทำให้มีเม็ดเงินอีกส่วนหนึ่งมาซัพพอร์ตตลาด สองส่วนนี้รวมกันจะมีเม็ดเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นเม็ดเงินที่เข้ามาช่วยพยุงตลาดในช่วงถัดไป
หนุนหุ้นไทยปีนี้ทะลุ 1,500 จุด
ด้าน “ดรุณรัตน์ ภิยโยดิลกชัย” หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วง 3-6 เดือน น่าจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปที่ระดับ 1,500-1,530 จุด จากเดิมที่ประเมินไว้ช่วงต้นปีที่ 1,360-1,450 จุด โดยได้รับปัจจัยบวกจากการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ที่คาดการณ์จะเติบโตประมาณ 2.7% ในปีนี้ กำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่คาดจะพลิกกลับมาเป็นเติบโต และจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในปีหน้า
ประกอบกับความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจส่งผลบวกต่อการเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และเม็ดเงินจากการเข้าลงทุนของกองทุนรวมวายุภักษ์
ฟาก “ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและโครงการกลยุทธ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า นับจากต้นปีจนถึง ณ 9 ก.ย. 2567 (YTD) ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นมาพ้นน้ำแล้ว ล่าสุด พลิกเป็นบวก 1.1% (จาก ณ สิ้น ส.ค. ลบ 5.18%) โดยเดือน ส.ค. 2567 SET บวก 2.9% และเดือน ก.ย. จนถึงวันที่ 9 ก.ย. บวก 5.3% ถือเป็นระดับสูงสุดในเอเชีย จึงเป็น Turning Point ที่สำคัญ
“ในช่วงที่เหลือของปีนี้จะมีแรงหนุนต่อเนื่องจากเม็ดเงินลงทุนใหม่ ผ่านกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) รวมทั้งเม็ดเงินลงทุนเพื่อการออมระยะยาวผ่านกองทุนวายุภักษ์ ที่จะเป็นดีมานด์เพิ่มเข้ามาในตลาดหุ้นไทย”
“ดร.ศรพล” กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป คือ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 18 ก.ย. 2567 โดยต้องติดตามว่าจะลดดอกเบี้ย 0.25% หรือ 0.50% เพราะหากเศรษฐกิจสหรัฐไม่มี Hard Landing เชื่อว่าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยน่าจะยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับตลาดหุ้นไทยที่ดูซบเซามานาน