สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเผย 9 เดือนแรกปี 2567 ยอดออกหุ้นกู้ลดลง 14% ชี้บริษัทใหญ่ชะลอออกหุ้นกู้รอดอกเบี้ยลด ระบุหุ้นกู้ไฮยีลด์หดตัวหนัก 59% เหตุโรลโอเวอร์ยาก-ตลาดไม่เอื้อ ขณะที่หุ้นกู้ผิดนัดปีนี้ลดลง-ผู้ออกหันใช้วิธีเลื่อนจ่าย เปิดตัวเลขไตรมาส 4 หุ้นกู้ครบดีล 2.12 แสนล้าน ยื่นไฟลิ่ง ก.ล.ต. แล้วกว่า 1 แสนล้าน คาดปีนี้ กนง. ลดดอกเบี้ยแค่ 1 ครั้ง
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) มูลค่าคงค้างของตราสารหนี้ภาคเอกชน (หุ้นกู้) มีมูลค่า 4.7 ล้านล้านบาท ลดลง 2.8% เมื่อเทียบจากสิ้นปี 2566 ที่มีมูลค่าคงค้าง 4.84 ล้านล้านบาท โดยลดลงทั้งหุ้นกู้ระยะสั้น (ไม่เกิน 270 วัน) และหุ้นกู้ระยะยาว (มากกว่า 270 วันขึ้นไป)

โดยมูลค่าการออกหุ้นกู้ระยะยาว 9 เดือนแรกปีนี้ อยู่ที่ 704,153 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 14% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) โดยกลุ่มระดับลงทุน (Investment Grade) มียอดการออก 664,457 ล้านบาท ลดลง 8% YOY และกลุ่มเสี่ยงสูง (High Yield) มียอดการออก 39,697 ล้านบาท ลดลง 59% YOY โดย 3 เซ็กเตอร์ที่มีการออกหุ้นกู้มากที่สุดคือ ไฟแนนซ์, อสังหาริมทรัพย์, พลังงาน
“บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง แม้ออกหุ้นกู้ได้ก็จริง แต่มองไปในปี 2568 เห็นจังหวะดอกเบี้ยเป็นขาลง ทำให้บางบริษัทตัดสินใจชะลอการออกหุ้นกู้ เพื่อจะได้ต้นทุนกู้ยืมต่ำลง เช่น กลุ่ม ปตท. และเมื่อเปรียบเทียบกับสินเชื่อธนาคารในบางจังหวะต้นทุนถูกกว่า ประกอบกับผู้ออกในกลุ่ม High Yield ที่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ถือว่ายังเจอสภาวะตลาดที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวย ทำให้มีปัญหาการโรลโอเวอร์ไม่ครบ บางบริษัทโรลโอเวอร์ได้แค่ 50-60% หรือบางรายต้องเลื่อนการออกไปเลย โดยหันไปพึ่งสินเชื่อธนาคาร ใช้การเพิ่มทุน เงินกู้ยืมกรรมการบริษัท หรือใช้กระแสเงินสดจากแหล่งอื่น ๆ เข้ามาแทน”
อย่างไรก็ดี ยอดการออกหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade ยังสามารถโรลโอเวอร์ได้ครบอยู่ แต่วงเงินการออกใหม่น้อยลง ยกเว้นกลุ่มผู้ออก AAA มียอดครบกำหนด 83,608 ล้านบาท แต่ออกใหม่แค่ 58,956 ล้านบาท ส่วนที่กระทบมากคือกลุ่ม High Yield ยอดการออกหุ้นกู้ลดลงทุกเครดิต
นางสาวอริยากล่าวถึงสถานการณ์ของหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ (Default) ในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ว่า มีอยู่ประมาณ 4 บริษัท จำนวน 7 รุ่น ซึ่งทั้งหมดเป็นบริษัทขนาดเล็กและไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นไทย (Non-Listed Company) มีมูลค่ารวมประมาณ 1,876 ล้านบาท ลดลงจากปี 2566 ที่มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ 22 รุ่น จากผู้ออก 5 บริษัท มูลค่ารวม 16,363 ล้านบาท ดังนั้น จะไม่ส่งผลกระทบในวงกว้าง
ทั้งนี้ มีหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระหนี้ จำนวน 12 บริษัท มูลค่ารวม 26,890 ล้านบาท จำนวน 24 รุ่น ซึ่งสูงกว่าปี 2566 ที่มีหุ้นกู้ขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้ 37 รุ่น จากผู้ออก 14 บริษัท มูลค่ารวม 12,443 ล้านบาท
“เชื่อว่าหากภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะดีขึ้นในปี 2568 จะทำให้หลายบริษัทมีกระแสเงินสดกลับเข้ามา ผลประกอบการดีขึ้น ซึ่งจะทำให้การจัดหาสภาพคล่องจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นของหุ้นกู้น่าจะปรับตัวดีขึ้นด้วยเช่นกัน”
นางสาวอริยากล่าวว่า สำหรับในช่วงไตรมาส 4/2567 (ต.ค.-ธ.ค.) จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดอีก 212,194 ล้านบาท แยกเป็นหุ้นกู้ Investment Grade จำนวน 188,777 ล้านบาท สัดส่วน 89% และหุ้นกู้ High Yield อีก 23,417 ล้านบาท สัดส่วน 11% โดยเซ็กเตอร์หลักที่จะครบกำหนดสูงสุดคือ ไฟแนนซ์, อสังหาริมทรัพย์ และวัสดุก่อสร้าง
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทในกลุ่ม Investment Grade จึงไม่น่ากังวลมากนัก ประเมินกลุ่มเรตติ้ง A ขึ้นไปไม่น่ามีปัญหาในโรลโอเวอร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 80% ขณะที่กลุ่ม High Yield ในกลุ่มบริษัทขนาดเล็ก ชื่อเสียงยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับมากนัก คงจะพึ่งการโรลโอเวอร์ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าบริษัทเหล่านี้มีการเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว
“สมาคมยังคงประมาณการยอดการออกหุ้นกู้ในสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 900,000-1 ล้านล้านบาท เนื่องจากมียอดครบกำหนดในไตรมาสสุดท้ายอีก 212,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมหุ้นกู้ Perpetual Bond ของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) ที่จะเสนอขายในเดือน พ.ย.-ธ.ค.และหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่นับเป็นเงินกองทุนของ CIMBT อีกด้วย ซึ่งขณะนี้มีบริษัทยื่นไฟลิ่งกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมออกขายหุ้นกู้แล้วรวมวงเงินกว่า 100,000 ล้านบาท”
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการและผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า จากผลสำรวจของผู้ร่วมตลาดตราสารหนี้ส่วนใหญ่คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง 0.25% ในปีนี้ ในรอบการประชุมวันที่ 18 ธ.ค.อ