กรุงศรีฯ คาดเงินบาทซื้อขาย 32.80-33.55 บาท เกาะติดราคาทองคำ-การเมืองสหรัฐ
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินเงินบาทซื้อขายสัปดาห์นี้ในกรอบ 32.80-33.55 บาทต่อดอลลาร์ เผยปัจจัยชี้นำหลัก “ราคาทองคำในตลาดโลก-การเมืองสหรัฐ” มอง กนง.ลดดอกเบี้ยเพื่อรอดู ก่อนปรับเหลือ 2.00% ต่อปี หากเศรษฐกิจไทยย่ำแย่
วันที่ 21 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.80-33.55 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 33.15 บาทต่อดอลลาร์ หลังซื้อขายในช่วง 33.09-33.45 บาทต่อดอลลาร์
โดยเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังยอดค้าปลีกเดือน ก.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ ดีเกินคาด ทางด้านธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ลดดอกเบี้ยเงินฝากลง 25bp สู่ 3.25% ซึ่งถือเป็นการลดดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่สามของปีนี้ และเป็นการปรับลดติดต่อกัน (back to back) เป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี โดยอีซีบีระบุว่าเงินเฟ้อยูโรโซนอยู่ภายใต้การควบคุม
ขณะที่ประธานอีซีบีไม่ได้ส่งสัญญาณต่อแนวโน้มดอกเบี้ย และยังคงดำเนินนโยบายบนสมมุติฐานที่ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ ตลาดคาดว่าอีซีบีจะลดดอกเบี้ยลงต่อในเดือน ธ.ค. ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิ 977 ล้านบาท และ 5,188 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า ปัจจัยชี้นำหลักยังคงอยู่ที่ราคาทองคำในตลาดโลกและการเมืองสหรัฐ ขณะที่การฟื้นตัวของค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญได้แรงหนุนจากการปรับสถานะของนักลงทุนสำหรับโอกาสที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์จะได้รับเลือกตั้งเป็นผู้นำสหรัฐ สมัยที่สอง นอกจากนี้ มุมมองที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยลงอย่างช้า ๆ หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐออกมาสดใสเกินคาด ซึ่งตรงกันข้ามกับการทบทวนการคาดการณ์ต่อธนาคารกลางหลักแห่งอื่น ๆ อาจจำกัดแรงขายดอลลาร์ในภาพรวม
สำหรับปัจจัยในประเทศ กนง.ลงมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ ภายใต้บริบทที่สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง โดย ธปท.ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี’67 และ 68 เป็นเติบโต 2.7% และ 2.9% จากเดิม 2.6% และ 3.0% ตามลำดับ กรรมการ 2 รายสนับสนุนให้คงดอกเบี้ย โดยมองว่ายังเป็นระดับที่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และให้น้ำหนักกับการรักษาเสถียรภาพในระยะยาวและขีดความสามารถของนโยบายการเงินสำหรับความไม่แน่นอนในอนาคต
อนึ่ง หลังจากการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ มองว่า กนง.อาจพักรอดู อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจย่ำแย่เกินคาด กนง.อาจลดดอกเบี้ยสู่ 2.00% ซึ่งน่าจะเป็นระดับดอกเบี้ยที่เป็นกลาง (neutral rate) และปลายทางของรอบ