เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

พิชัย มองไทยไม่เสี่ยงถูกหั่นเครดิตเรตติ้ง ชี้ต่างชาติยังสนใจลงทุนในประเทศ

22 ต.ค. 2567 | 17:07น.
นายพิชัย ชุณหวชิร

นายพิชัย ชุณหวชิร

พิชัย รมว.คลัง  มองไทยยังไม่เสี่ยงถูกลดเครดิตเรตติ้ง ชี้เศรษฐกิจไทยยังโต ต่างประเทศยังสนลงทุนในประเทศอยู่  เร่งปลุกเศรษฐกิจในประเทศ หวังเติบโตแข็งแกร่ง ด้าน สบน. ยันไทยยังอยู่ในระดับ “น่าลงทุน”

วันที่ 22 ตุลาคม 2567 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณี ที่ SCB EIC ได้เปิด 3 เหตุผลไทยเสี่ยงถูกลดอันดับเครดิตเรตติ้ง (จากปัจจุบัน Fitch จัดไทยอยู่ในเรตติ้ง BBB+ แบบ stable)  ประกอบด้วย 1.ความยั่งยืนของหนี้ภาครัฐ เนื่องจากวินัยการคลังไทยไม่เข้มแข็งเช่นเดิม และการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มสูงขึ้น แผนการขาดดุลงบประมาณในระยะปานกลางยังสูงกว่าระดับปกติ (ต่ำกว่า 3% ของ GDP) สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังมีทิศทางเพิ่มขึ้น

2.เสถียรภาพการเมืองและธรรมาภิบาล โดยประเด็นทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจส่งผลกระทบต่อการปรับอันดับดัชนีธรรมาภิบาลของไทย และ 3.อัตราการเติบโตและศักยภาพของเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าภาพที่ Fitch ประเมินไว้เดิมค่อนข้างมาก จากปัญหาเศรษฐกิจไทยฟื้นช้า โตต่ำ และปัญหาเชิงโครงสร้างฉุดรั้งศักยภาพ ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ ซึ่งความเสี่ยงของเครดิตเรตติ้งก็ขึ้นอยู่กับข้อสมมุติฐานทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้การขยายตัวของจีดีพีไทยจะโตต่ำกว่า 3% ไปอีกหลายปี ส่งผลต่อหนี้ครัวเรือน กลุ่ม SMEs และหนี้สาธารณะของภาครัฐที่ต้องทำให้สมดุลในระยาว ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะต้องใช้เวลาในการแก้ไข

โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามเรื่องการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2567 ที่ทำลายสถิติ 10 ปี และหากรวมตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่ปี 2565-2567 จะมีเม็ดเงินมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าต่างประเทศยังสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอยู่ และเม็ดเงินเหล่านี้จะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นผลให้เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น

ซึ่งเศรษฐกิจไทยในปี 68 มีแนวโน้มเติบโตได้มากกว่า 3% จากปี 67 ที่คาดว่าจะขยายตัวไม่ถึง 3% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงของการเติบโต ทำให้ไม่มีความเสี่ยงที่ไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ อย่างที่กังวลกันในขณะนี้

“ถ้าสมมติฐานว่าเศรษฐกิจเรายังเติบโตต่อเนื่องไปได้ ปีหน้าอัตราการเติบโตก็จะเกิน 3% แม้ว่าปีนี้อาจจะไม่ถึง 3% ดี แต่อนาคตเรากำลังเติบโต ก็ไม่มีความเสี่ยงที่เราจะถูกลดอันดับเครดิต คนที่เขาดูอยู่ก็เข้าใจข้อมูลตรงนี้” นายพิชัย กล่าว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเร่งสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การสนับสนุนให้เกิดการลงทุนซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานตามมา มาตรการสนับสนุนการบริโภค รวมถึงอยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องการจัดตั้งกองทุนอินฟราสตรักเจอร์ ฟันด์ เพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนสำคัญอย่าง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งค้างมาตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่จำเป็นเพราะจะช่วยทำให้เศรษฐกิจโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเติบโตได้เป็นอย่างดี เป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อประเทศ เพราะมีเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 2 แสนล้านบาท

นายพิชัย กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ คือการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการลงทุนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่เศรษฐกิจไทยจะค่อย ๆ เติบโตไปอย่างต่อเนื่อง การจะมาพูดว่าเศรษฐกิจโตที่ 2% กว่า แล้วอยู่ ๆ เติบโตแบบก้าวกระโดดไปที่ 4% คงเป็นไปไม่ได้ เรื่องตัวเลขการเติบโตต่าง ๆ ต้องมีที่มาที่ไปที่ชี้แจงได้อย่างชัดเจนด้วย

นายพิชัย กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ผ่านมา ลง 0.25% ต่อปี นอกจากจะช่วยในเรื่องของการลดภาระหนี้แล้ว จะทำให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น ทั้งการลงทุนจริง และการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ที่คาดว่าจะฟื้นตัวมากขึ้นในไตรมาสที่ 4 นี้ ส่วนการประชุม กนง. ครั้งสุดท้ายของปี 2567 ในวันที่ 18 ธ.ค. นั้นจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกหรือไม่ คงไม่สามารถตอบได้ ต้องดูตามสถานการณ์ แค่ กนง. ลดดอกเบี้ยให้ครั้งนี้ก็ดีใจแล้ว

ขณะที่หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยยังไม่สูงเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 70% โดยยอมรับว่าในช่วงนี้ที่การลงทุนส่วนใหญ่มาจากรัฐบาล จะทำให้สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นบ้าง จากการขาดดุลของรัฐบาล แต่ในอนาคตการขาดดุลของรัฐบาลจะทยอยลดลงเมื่อเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น และมีการลงทุนมาจากทางอื่นมาก

ด้าน นายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ทาง  สบน. ขอชี้แจงและยืนยันว่า ยังไม่มีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ อีกทั้งพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศมีความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ

โดยข้อเท็จจริง “จากการเผยแพร่รายงานการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่จัดทำโดย บริษัท S&P Global (S&P) และบริษัท Moody’s Investors Service (Moody’s) ที่มีการเผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566  และวันที่ 11 เมษายน 2567  ตามลำดับ

ซึ่งเป็นรายงานบทวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความเป็นปัจจุบันมากกว่าที่ศูนย์วิจัยฯ ภาคเอกชนดังกล่าวนำมาอ้างอิง โดยได้ระบุถึงแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศยังมีความแข็งแกร่ง พร้อมทั้งคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับน่าลงทุน (Investment Grade) คือ ระดับ BBB+ หรือ Baa1 และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)”

ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยฯ ภาคเอกชนได้เผยแพร่บทวิเคราะห์และนำเสนอประเด็น “ไทยเสี่ยงถูกลดเครดิตเรตติ้ง” โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายงานการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัท Fitch Ratings เป็นการวิเคราะห์บนพื้นฐานข้อมูลในรายงานของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเพียงรายเดียว โดยที่ไม่มีการนำข้อมูลทั้งจาก S&P  และ Moody’s มาพิจารณาประกอบการจัดทำบทวิเคราะห์ด้วย

ซึ่งทาง สบน. ได้มีหนังสือแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลและศูนย์วิจัยฯ ดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 ภายหลังพบว่าได้แก้ไขปรับเปลี่ยนหัวเรื่องบทวิเคราะห์จาก “ไทยเสี่ยงถูกลดเครดิตเรตติ้ง จาก BBB+ หรือไม่” เป็น “ปัจจัยท้าทายความเสี่ยงเครดิตเรตติ้งไทย” เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 พร้อมกับได้เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ของศูนย์วิจัยฯ แล้ว

อนึ่ง กระทรวงการคลังโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีดำริให้ สบน. ติดตามเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจและการบริหารหนี้สาธารณะ โดยเฉพาะการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่น สร้างความเข้าใจผิดและความสับสนต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่กำลังฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ