เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท รูปพรรณขายออก 66,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท รูปพรรณขายออก 66,850 บาท
สุชาติ เผย ‘เนวิน’ แนะให้สามัคคี-ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง
Politics สุชาติ เผย ‘เนวิน’ แนะให้สามัคคี-ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง
The Times ชี้ UK ตามรอย EU เก็บภาษีอีวีจีน
World The Times ชี้ UK ตามรอย EU เก็บภาษีอีวีจีน
อนุทิน รับหนังสือ ‘พีมูฟ’ ประชิดทำเนียบ ยันไม่ตัดสิทธิสุขภาพ-ที่ดินทำกิน
Politics อนุทิน รับหนังสือ ‘พีมูฟ’ ประชิดทำเนียบ ยันไม่ตัดสิทธิสุขภาพ-ที่ดินทำกิน
สทนช.เตือน 5-7 ต.ค. เฝ้าระวังน้ำหลาก-ล้นตลิ่งหลายพื้นที่ กทม.-ปริมณฑลเสี่ยงด้วย
Economic สทนช.เตือน 5-7 ต.ค. เฝ้าระวังน้ำหลาก-ล้นตลิ่งหลายพื้นที่ กทม.-ปริมณฑลเสี่ยงด้วย
ยางไทยเร่งเกม ‘AI-นวัตกรรม’ สกัดโรคใบร่วง-เพิ่มมูลค่าปลายน้ำ
Economic ยางไทยเร่งเกม ‘AI-นวัตกรรม’ สกัดโรคใบร่วง-เพิ่มมูลค่าปลายน้ำ
ไทยวางเกมยางพารารอบใหม่ ผนึกมาเลย์คุมซัพพลายเชน-ดันมาตรฐาน รับกฎการค้าโลก
Economic ไทยวางเกมยางพารารอบใหม่ ผนึกมาเลย์คุมซัพพลายเชน-ดันมาตรฐาน รับกฎการค้าโลก
จันทบุรี เดินหน้าฟื้นฟู-เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย4 อำเภอ 19 ตำบล
เศรษฐกิจภูมิภาค จันทบุรี เดินหน้าฟื้นฟู-เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย4 อำเภอ 19 ตำบล
เกษตรฯ สั่งคุมเข้มฟาร์มจระเข้ช่วงน้ำท่วม กรมประมงเปิด War Room เฝ้าระวัง
Economic เกษตรฯ สั่งคุมเข้มฟาร์มจระเข้ช่วงน้ำท่วม กรมประมงเปิด War Room เฝ้าระวัง
ระบายน้ำเก่า รับฝนใหม่ ชลประทานตรึงเจ้าพระยา-เฝ้าระวังใต้
Economic ระบายน้ำเก่า รับฝนใหม่ ชลประทานตรึงเจ้าพระยา-เฝ้าระวังใต้
ดูทั้งหมด

3 นายกอสังหาฯ ฝากโรดแมป 20 ข้อ สร้างโมเมนตัมฟื้นตัวปี’68-แก้ปมจีนลงทุน 0 หยวน

24 ต.ค. 2567 | 10:48น.
3 นายกอสังหา

โค้งสุดท้ายปี 2567 เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนเศษ ดีเวลอปเปอร์ทั่วฟ้าเมืองไทยยังมีความหวังที่จะได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร

ล่าสุด 3 สมาคมวงการพัฒนาที่ดิน ประกอบด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ให้สัมภาษณ์เพื่อร่วมกันหาทางออก และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

เป้าหมายหลักเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เป้าหมายรองเพื่อนำเสนอมุมมองให้รัฐบาลพิจารณาภาคธุรกิจที่อยู่อาศัย ในฐานะเป็นเครื่องจักรที่สามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจที่สำคัญได้ จากการมีมูลค่าสูงถึง 15% ต่อจีดีพีประเทศ

สัญญาณบวกลดดอกเบี้ย 1 สลึง

ทั้งนี้ วงการธุรกิจทั่วฟ้าเมืองไทย เพิ่งจะมีข่าวดีจาก กนง. (คณะกรรมการการเงิน) ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีมติเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ลดดอกเบี้ยนโยบายเป็น
ครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยลดลง 0.25% จาก 2.50% เหลือ 2.25% โดยให้มีผล
ทันที

“ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมข้อเสนอแนะหรือโรดแมปในการประคับประคองตลาดที่อยู่อาศัยให้ก้าวข้ามไตรมาส 4/67 ซึ่งเป็นช่วงเวลาไฮซีซั่นหรือฤดูการขาย และช่วยกันสร้างอนาคตที่สดใสในปี 2568 ผ่านนายกสมาคมทั้ง 3 สมาคม

เริ่มจาก “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย ถึงแม้จะมีสัญญาณบวกจาก กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% แต่เอกชนอยากเห็นความร่วมมือรัฐบาลกับแบงก์ชาติแสวงหาแนวทางลดดอกเบี้ยอีก เพื่อปลดล็อกอย่างน้อย 2 เรื่องสำคัญ คือ ลดภาระค่าผ่อนสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับคนไทย กับกระตุ้นการตัดสินใจรับโอนห้องชุดของลูกค้าต่างชาติ ซึ่งมีมูลค่าการซื้อคอนโดมิเนียมตามกฎหมายในโควตาซื้อ 49% คิดเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่ 25-30% ของตลาดรวมในปัจจุบัน

ประเด็นที่เชื่อมโยงภาวะดอกเบี้ยแพงกับเข้าลูกค้าต่างชาติ เพราะการที่ไทยมีดอกเบี้ยแพง ทำให้มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนเก็งกำไร ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทแข็งค่า ยกตัวอย่าง ผู้ซื้อหลักลูกค้าจีนมีการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน 8-10% เงินหยวน 1 หยวนเคยแลกเงินบาทได้ 5.1 บาท ล่าสุด ณ เหลือ 4.6-4.8 บาท ซึ่งหมายความว่าถ้ารับโอนห้องชุดไทยในตอนนี้ จะต้องจ่ายแพงขึ้น 8-10% จึงอาจชะลอการรับโอนออกไปก่อน

เงินกู้พรีและโพสต์ไฟแนนซ์

เรื่องที่ 2 โดย “สุนทร สถาพร” นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เสนอให้รัฐบาลและแบงก์ชาติ ออกมาตรการเพื่อให้สถาบันการเงินเอกชน ผ่อนคลายการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดลง รวมทั้งปล่อยวงเงินสินเชื่อสำหรับการซื้อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อพัฒนาโครงการในปริมาณที่มากขึ้น เพราะปัจจุบันในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง แต่ธุรกิจแบงก์ทำกำไรสูง สวนทางกับผู้ประกอบการธุรกิจทุกวงการที่มีแต่ความบอบช้ำเพราะขาดแหล่งทุน ประชาชนขาดโอกาสเข้าถึงสินเชื่อจากปัญหายอดกู้ไม่ผ่านสูงถึง 50-70%

“ทุกวันนี้สภาพคล่องล้นระบบสถาบันการเงิน ในขณะที่สินเชื่อบ้านและคอนโดฯ เป็นสินเชื่อปัจจัย 4 มีหลักประกันที่ปลอดภัย ที่ผ่านมาทางแบงก์รัฐ โดยเฉพาะ ธอส. มีบทบาทในการจัดวงเงินแสนกว่าล้าน ให้ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำกว่า 3% ปรากฏว่าวงเงินสินเชื่อหมดในเวลารวดเร็ว แสดงถึงมีความต้องการใช้สินเชื่อสูง เพราะพฤติกรรมคนไทยสัดส่วน 90-95% ใช้สินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ทำให้บทบาทของธนาคารมีความสำคัญเป็นอย่างมาก”

ต่อมาตรการรัฐ-เพิ่มลดหย่อนภาษี

เรื่องที่ 3 มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ได้มีมติคณะรัฐมนตรีในยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 สาระสำคัญยกเว้นค่าโอนและจดจำนอง จาก 3% เหลือ 0.01% สำหรับการซื้อและโอนที่อยู่อาศัยไม่เกิน 7 ล้านบาท มีอายุมาตรการถึง 31 ธันวาคม 2567 นี้ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาขาดการสนับสนุนจากภาคการเงิน หรือมีอุปสรรคจากยอดปฏิเสธสินเชื่อระดับสูง ทำให้มาตรการนี้ยังไม่เป็นตัวช่วยในปีนี้มากนัก ข้อเสนอขอให้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ต่ออายุมาตรการออกไปอีก 1 ปี โดยให้หมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2568

เรื่องที่ 4 เสนอให้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง พิจารณาเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปัจจุบันมีเพดานวงเงินลดหย่อน 1 แสนบาท คำนวณจากฐานภาษี 10% ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ คิดเป็นมูลค่าลดหย่อนเพียง 10,000 บาท ข้อเสนอขอให้พิจารณาเพิ่มวงเงินลดหย่อนได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องที่ 5 เสนอให้ผ่อนปรนมาตรการ LTV-Loan to Value (มาตรการบังคับเงินดาวน์แพงสำหรับการขอสินเชื่อซื้อหลังที่ 2 เป็นต้นไป) เนื่องจากตอนออกมาตรการนี้แบงก์ชาติมองว่ามีการเก็งกำไรอสังหาฯสูง แต่วิกฤตเศรษฐกิจซ้ำซากทำให้ไม่มีการเก็งกำไรอีกแล้ว ในขณะที่การซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นความจำเป็นในการใช้ชีวิต เช่น อยู่ในเมืองใกล้โรงเรียนลูก ใกล้ที่ทำงาน เสนอให้ผ่อนปรนออกไปก่อน 2 ปี เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นสามารถกลับมาบังคับได้ใหม่โรดแมปอสังหา

จัดซอฟต์โลนอุ้มกำลังซื้อรากหญ้า

เรื่องที่ 6 โดย “พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์” นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กระเทาะปัญหากำลังซื้อระดับกลาง-ล่าง โดยเฉพาะตลาดแมสระดับรากหญ้า ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจากปัญหาหนี้เสียมากที่สุด ทำให้ไม่ได้รับการพิจารณาเครดิตสินเชื่อ เสนอให้รัฐบาลมีการจัดตั้งกองทุนหรือซอฟต์โลน เพื่อสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้

เชื่อมโยงกับเรื่องที่ 7 ปัจจุบันที่อยู่อาศัยราคาถูกให้กับลูกค้ากลุ่มเปราะบาง มีเพียงหน่วยงานเดียวที่รับผิดชอบอยู่คือการเคหะแห่งชาติ แต่กำลังผลิตต่อปีไม่เพียงพอกับความต้องการที่มีอยู่มหาศาล ในขณะที่ภาคเอกชนถึงแม้จะมีเงินลงทุนพัฒนาโครงการจำนวน 2,000-3,000 หน่วย แต่สร้างออกมาแล้ว ผู้มีรายได้น้อยซื้อได้แต่ไม่มีสินเชื่อที่จะมาโอนกรรมสิทธิ์อยู่ดี เสนอให้รัฐบาลออกมาตรการสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนหันมาลงทุนสร้างบ้านราคาถูกขายให้กับผู้มีรายได้น้อยมากขึ้น

“ปัญหาแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ ทำให้เป็นภาคบังคับให้คนต้องเช่าแทนการซื้อ ตอนนี้ผมมีโครงการคอนโดฯ ที่ทำในยุคโควิด ไม่มีคนซื้อก็เลยเปลี่ยนมาทำห้องเช่าแทน ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก อัตราเช่า 90% ค่าเช่าเดือนละ 7,000 บาท ลูกค้ามีทั้งคนไทยและต่างชาติ ในขณะที่จำนวนเงินเท่ากันคนไทยผ่อนที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้”

จัดระเบียบต่างชาติถือครองอสังหา

เรื่องที่ 8 “ประเสริฐ นายกคอนโดฯ” มองว่า ปี 2567 ภาคอสังหาฯ เจอเปอร์เฟ็กต์สตอร์มจากปัจจัยลบรอบด้าน ดังนั้นจึงเป็นจังหวะที่ดีที่รัฐบาลควรถือโอกาสจัดระเบียบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ โดยเป็นมาตรการระยะยาวที่ควรมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ข้อเสนอให้มีการเก็บภาษีอสังหาฯ ของคนต่างชาติ มี 2 รายการหลัก

ได้แก่ “ภาษีโอน” ปัจจุบันคนไทยมีภาระภาษี 2% เสนอจัดเก็บสำหรับลูกค้าต่างชาติ 4% กับภาษีอีกรายการคือ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ประเภทที่อยู่อาศัยคนไทยจ่าย 0.02% หรือล้านละ 200 บาท เสนอให้จัดเก็บชาวต่างชาติในฐานภาษีประเภททำการค้า อัตราภาษี 0.3-1% หรือล้านละ 3,000-10,000 บาท

เรื่องที่ 9 เชื่อมโยงกับการเก็บภาษีอสังหาฯ ชาวต่างชาติ โดยนำรายได้ภาษีโอนและภาษีที่ดินฯ ที่เป็นส่วนต่างจากฐานภาษีคนไทย นำมาจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการซื้อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง โดยอาจกำหนดรายได้และราคาที่อยู่อาศัยไม่เกิน 3 ล้านบาท กองทุนนี้จะสนับสนุนดอกเบี้ย 0% 3 ปี เป็นต้น คาดว่าจะมีรายได้ภาษีส่วนต่างของชาวต่างชาติเริ่มต้นปีละ 20,000-30,000 ล้านบาท เป็นเครื่องมือของรัฐในการช่วยรากหญ้าโดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน

ล้อมคอกอสังหาฯ จีน 0 หยวน

เรื่องที่ 9 “พรนริศ นายกอสังหาฯไทย” เสนอให้จัดระเบียบลูกค้าต่างชาติสีเทา ที่มีพฤติกรรมใช้ตัวแทนหรือนอมินีในการถือครองอสังหาฯ รวมทั้งมีผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ผ่านระบบนอมินี ทำให้ไม่เข้าระบบกฎหมายและระบบภาษีไทยอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ขณะเดียวกันเสนอให้มีมาตรการออกมาสนับสนุนนักลงทุนต่างชาติที่ทำถูกกฎหมายไทยด้วย เพื่อให้เป็นตัวช่วยในด้านกำลังซื้อและด้านการลงทุนในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ

“เราเคยได้ยินคำว่าทัวร์ 0 เหรียญ วันนี้มีการพัฒนาอสังหาฯ โดยกลุ่มทุนจีน ที่ลงทุน 0 หยวนในเมืองไทย เพราะทุกอย่างขนลงเรือมาจากจีนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวัสดุก่อสร้าง จนถึงแรงงานในไซต์ก่อสร้างก็เป็นคนจีน ไม่มีสินค้าไทยหรือแรงงานไทยได้ประโยชน์เลย เป็นปัญหาที่รัฐบาลควรเร่งควบคุมแก้ไขโดยเร็วที่สุด”

เรื่องที่ 10 “สุนทร นายกบ้านจัดสรร” มองว่า กำลังซื้อต่างชาติที่ช็อปซื้ออสังหาฯ ไทย ทาง 3 สมาคมมีความเห็นตรงกันว่ารัฐบาลควรสนับสนุนให้ “เช่าดีกว่าขาย” เพราะการเช่าที่อยู่อาศัยระยะยาวทำให้มีการทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา รัฐก็ได้ประโยชน์ทั้งดาต้าเบสการลงทุนของต่างชาติ และรายได้ภาษีที่แท้จริง เพราะการเก็บภาษีการเช่าจะทำให้รัฐบาลไทยมีรายได้ภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย

เรื่องที่ 11 สำหรับประเด็นอ่อนไหวในสังคมไทยเกี่ยวกับลูกค้าต่างชาติ ที่ในยุครัฐบาลเศรษฐามีข้อเสนอให้พิจารณา 2 เรื่องหลัก คือ ขยายโควตาซื้อคอนโดฯ จาก 49% เป็น 75% กับขยายสิทธิการเช่าจาก 30 ปี เป็น 99 ปีนั้น ขอให้มีการดำเนินการอย่างจริงจัง อย่าทิ้งเรื่องไว้คาราคาซัง ซึ่งเรื่องค้างอยู่ในการพิจารณาของกรรมาธิการ สิ่งที่เอกชนอยากเห็นคือเมื่อเริ่มต้นนโยบายแล้ว หลังจากศึกษาผลดีผลด้อยอย่างชัดเจนแล้วควรประกาศความคืบหน้า ส่วนจะเยสหรือโนเป็นเรื่องที่รับได้ แต่ไม่อยากให้เป็นเรื่องที่ปล่อยให้อยู่นิ่ง ๆ นาน ๆ โดยรัฐต้องทำให้มีความชัดเจน โปร่งใส ตรงไปตรงมา

เรื่องที่ 12 “ประเสริฐ นายกคอนโดฯ” กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นการขอขยายสิทธิการเช่า จาก 30 ปี เป็น 99 ปีว่า ที่ผ่านมามีกระแสคัดค้านการเช่าระยะยาว 99 ปีเพราะกังวลต่างชาติจะฮุบอสังหาฯ ไทย ข้อเสนอให้อิงโมเดลนโยบายรัฐบาลอินโดนีเซีย ที่อยู่ระหว่างการให้สิทธิประโยชน์คนต่างชาติ ที่เข้าไปลงทุนในโครงการย้ายเมืองหลวงแห่งใหม่ ได้รับสิทธิการเช่าระยะยาว 80 ปี ซึ่งน่าจะเป็นการพบกันครึ่งทางสำหรับนโยบายนี้

เรื่องที่ 13 สนับสนุนการขยายโควตาต่างชาติซื้อคอนโดฯ จาก 49% เป็น 75% โดยมีเงื่อนไขจำกัดพื้นที่ต่างชาตินิยมซื้อเพียงบางทำเล ในกลุ่มราคาตลาดกลาง-บนเป็นหลัก ที่สำคัญจำกัดสิทธิในการโหวตออกเสียงนิติบุคคลคอนโดฯ หรือ Voting Right ถึงแม้จะถือกรรมสิทธิ์ 75% แต่ออกเสียงได้ไม่เกิน 49% เพื่อให้อำนาจการบริหารจัดการนิติบุคคลเป็นของคนไทย

ข้อดีจะทำให้การลงทุนคอนโดฯ บนทำเลต่างชาตินิยม เช่น สุขุมวิท ภูเก็ต พัทยา ไม่ต้องลงทุนเกินจำเป็น หรือ Over Invest เพราะหากมีความต้องการซื้อเกิน 49% ทำให้ดีเวลอปเปอร์ต้องลงทุนสร้างคอนโดฯ 2 โครงการเพื่อรองรับต่างชาติ แต่กลายเป็นภาระโอเวอร์ซัพพลายเพราะต้องหาลูกค้าคนไทยมาซื้ออีกครึ่งหนึ่ง เป็นต้น

จัดโครงสร้าง Financial Literacy

เรื่องที่ 14 ในภาคความยั่งยืนของตลาดอสังหาฯ “สุนทร นายกบ้านจัดสรร” แชร์มุมมองทุกวันนี้ปัญหาเข้าไม่ถึงสินเชื่อทำให้คนไทยกลายเป็นผู้เช่าแทนที่จะเป็นเจ้าของ โดยสัดส่วนการเช่ามีสูงถึง 25% ข้อเสนอรัฐบาลจะต้องจัดหากลไกให้วงการการซื้อที่อยู่อาศัยมีความยั่งยืน ก่อนหน้านี้แบงก์ชาติเคยพูดถึง Financial Literacy เพื่อให้คนไทยมีการเตรียมตัวเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน ข้อเสนอรัฐบาลควรจัดบัญชีพิเศษสำหรับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง จัดให้มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษออกมาสนับสนุน เพื่อจูงใจให้มีการออมเงินสำหรับซื้อบ้านมากขึ้น

เรื่องที่ 15 ยังอยู่ในโมเดล Financial Literacy ข้อเสนอหลังจากรัฐบาลจัดให้มีโครงสร้างการวางแผนภาคการเงินอสังหาฯ เมื่อสามารถซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองแล้ว สำหรับผู้สูงวัยให้สามารถนำที่อยู่อาศัยเป็นวงจรกลับมาค้ำประกันเงินกู้ก้อนใหม่ หรือรีเวิร์สมอร์ตเกจได้ ปัจจุบันทาง ธอส. มีสินเชื่อตัวนี้ออกมาให้บริการแล้ว แต่ยังมีคนสนใจน้อยมาก ควรเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการใช้สินเชื่อก้อนนี้ในวงกว้าง

เรื่องที่ 16 ปัญหาโลกร้อนที่สหประชาชาติ หรือ UN มีการตื่นตัวออกกติกาให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการช่วยลดปัญหาลง โดยมีเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็น 0 หรือ Net Zero ในปี 2050 อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามแนวทางแก้ปัญหาโลกร้อนมีต้นทุนดำเนินการที่เป็นภาระกับบริษัทรายกลาง-รายเล็ก ข้อเสนอให้พิจารณาปรับปรุงเกณฑ์กติกา TREE ซึ่งเป็นแนวทางอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ปัญหาคือเกณฑ์ TREE ดังกล่าวอาจเหมาะสมกับเมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา ในขณะที่ไทยมีเมืองชนบทอีกจำนวนมากและเป็นส่วนใหญ่ด้วย ข้อเสนอควรปรับปรุงให้มีความเหมาะสมตามลักษณะสภาพทำเลและภูมิอากาศที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่เหมาใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งประเทศ เพราะกลายเป็นภาระให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้

EIA ล่าช้า-รัฐบาลแก้ได้ตอนกี่โมง

เรื่องที่ 17 ปัญหาการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA-Environment Impact Assessment ล่าช้า เป็นภาระหนักมากของผู้ประกอบการ ปัจจุบันเป็นภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งในระบบและนอกระบบ ข้อเสนอให้ออกมาตรการการพิจารณา EIA ลดการใช้ดุลพินิจ และมีไทม์ไลน์ที่ชัดเจน เช่น ต้องจบภายใน 60-75 วัน เป็นต้น จากข้อเท็จจริงใช้เวลา 6 เดือน-1 ปีครึ่ง

เรื่องที่ 18 “ประเสริฐ นายกคอนโดฯ” เสนอให้แบงก์ชาติกับกระทรวงการคลังมีความร่วมมือใกล้ชิด เพื่อหาทางปลดล็อกเกณฑ์ LTV จนกว่าภาวะเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างชัดแจ้ง, แสวงแนวทางให้แบงก์เอกชนมีการปล่อยสินเชื่อบ้านมากขึ้น เช่น แบงก์ชาติอาจลดการกันสำรองหนี้ เพื่อให้แบงก์มีรูมในการนำมาปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยสิ่งที่ไม่อยากเห็นแต่เกิดขึ้นแล้วคือธุรกิจแบงก์มีกำไรท่วมท้น แต่ลูกหนี้สินเชื่อแทบจะเอาตัวไม่รอด

เรื่องที่ 19 “พรนริศ นายกอสังหาฯ ไทย” มองเรื่องการใช้พลังงานสะอาดในที่อยู่อาศัย ด้วยการติดตั้งโซลาร์รูฟ แต่มีอุปสรรคที่ไฟส่วนเกินที่ผลิตได้ไม่สามารถขายให้การไฟฟ้าได้ ข้อเสนอให้รัฐบาลออกนโยบายให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีการรับซื้อไฟส่วนเกินจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อจูงใจให้ประชาชนมีการติดตั้งกันมากขึ้น ทั้งยังส่งเสริมให้มีการช่วยลดปัญหาโลกร้อนอย่างได้ผลอีกด้วย

ขอ Game Changing ลงทุนรัฐ

เรื่องที่ 20 “สุนทร นายกบ้านจัดสรร” เสนอว่า ปี 2568 อยากให้รัฐบาลออกมาตรการที่เป็น Game Changing เมกะโปรเจ็กต์รัฐรอบใหม่ โดยสางปัญหาเพื่อให้การลงทุนที่คั่งค้างมีการดำเนินการต่อ ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือโครงการรถไฟฟ้าสามสนามบิน รวมทั้งผลักดันให้มีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไปสู่ภูมิภาคอีสาน เหนือ ใต้ โดยเร็วที่สุด

ปิดท้ายด้วยข้อคิดเห็นของ “ประเสริฐ นายกคอนโดฯ” ที่ฝากความหวังตั้งแต่ไตรมาส 4/67 เป็นต้นไป จะมีความร่วมมือผลักดันแพ็กเกจนโยบายการเงินการคลัง เพื่อประคับประคองภาคธุรกิจอสังหาฯ ให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพทำให้ฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2568 ได้อย่างเต็มรูปแบบ และมีโมเมนตัมที่แข็งแรงส่งต่อถึงผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งหมายถึงผู้ประกอบการและผู้บริโภคอสังหาริมทรัพย์