Skip to content

“นิคอน” พลิกกลยุทธ์ขยายฐาน จับลูกค้านอกวงการกล้องปั้นยอดพันล้าน

24 ต.ค. 2567 | 09:54น.
“นิคอน” พลิกกลยุทธ์ขยายฐาน จับลูกค้านอกวงการกล้องปั้นยอดพันล้าน

นิคอนโฟกัสชิงฐานลูกค้านอกวงการถ่ายภาพ ทั้งข้าราชการ, แฟนเพลง, แฟนบอล อัพเกรดร้านออนไลน์อุดช่องว่างซัพพลายสินค้าหายาก พร้อมอัดงบฯเพิ่มหวังดันยอดขายปี’67 แตะพันล้านบาทตามเป้า หลังตลาดกล้องดิจิทัลปีนี้แนวโน้มทรงตัวเหตุปัจจัยลบพรึ่บ จ่อทำผู้บริโภคชะลอจับจ่ายยาวถึงสิ้นปี

นายวีระ เฉลียวปิยะสกุล ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท นิคอน เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแนวโน้มตลาดกล้องดิจิทัล และทิศทางของนิคอนในช่วงโค้งท้ายปี 2567 และต้นปี 2568 ที่จะถึงนี้ว่า ตลาดกล้องดิจิทัลปี 2567 นี้ท้าทายมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยตลาดมีแนวโน้มทรงตัวด้วยมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านบาท เท่ากับปี 2566

สะท้อนจากกระแสตอบรับกล้องรุ่นใหม่ที่ไม่ดีนักในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งหลายแบรนด์เปิดตัวและวางจำหน่ายกล้องรุ่นใหม่ แต่ตลาดช่วง 2 เดือนกลับมีมูลค่าเพียง 455 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2566 เพียง 5 ล้านบาท

เช่นเดียวกับการเติบโตที่ค่อนข้างต่ำในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งตลาดกล้องดิจิทัลมีมูลค่า 1,400 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเพียง 200 ล้านบาท ทำให้เมื่อเฉลี่ยเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นนี้กับจำนวนผู้เล่นหลักที่มีอยู่ 5-6 รายแล้ว สะท้อนว่าแต่ละแบรนด์เติบโตเพียงเล็กน้อย

โดยเชื่อว่าสถานการณ์นี้เป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจ-กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว ต่อเนื่องด้วยความไม่ชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี’67 และต้นปี’68 รวมกับความกังวลเรื่องอุทกภัยส่งผลให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในระบบภาษีชะลอการจับจ่ายตั้งแต่ครึ่งปีแรกต่อเนื่องจนถึงช่วงไตรมาส 3-4 เพื่อรอดูสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามูลค่าตลาดจะไม่ลดลงจากปี 2566 มากนัก เนื่องจากยังมีปัจจัยบวกมาถ่วงดุลอย่างการทุ่มทำตลาดจากแต่ละแบรนด์ที่พยายามปลุกยอดขาย รวมถึงกระแสคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ยังแรงต่อเนื่องทั้งการอัพเกรดของครีเอเตอร์ปัจจุบัน และการซื้อครั้งแรกของครีเอเตอร์หน้าใหม่ จนการสร้างยอดขายรวมทั้งตลาดให้ถึง 1,400 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลังนั้นเป็นไปได้สูง

“หากภาครัฐมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากระตุ้นกลุ่มผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น การนำใบเสร็จไม่ว่าจะจากการช็อปปิ้ง หรือการท่องเที่ยวมาหักภาษีเงินได้ ก่อนจะหมดช่วงไฮซีซั่นไตรมาส 4 ถึงก่อนสงกรานต์ จะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องรวมถึงวงการกล้องได้มาก”

เจาะลึกชิงฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

นายวีระกล่าวต่อไปว่า ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2567 ไปจนถึงไตรมาส 1 ปี 2568 ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดปีงบประมาณของนิคอน บริษัทจะเพิ่มความเข้มข้นในการทำตลาดมากขึ้น เน้นการรุกเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคใหม่ ๆ นอกวงการกล้องและการถ่ายภาพ แต่มีศักยภาพแฝงอยู่ เช่น หน่วยงานราชการ, แฟนเพลง, แฟนกีฬาของทีมระดับรอง ส่วนกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพอยู่แล้วจะเจาะลึกสู่กลุ่มเฉพาะมากขึ้น เช่น ผู้ชื่นชอบกิจกรรมดำน้ำ หรือนักศึกษาต่างชาติในมหาวิทยาลัยนานาชาติ เป็นต้น

เพื่อชิงสร้างฐานลูกค้าปัจจุบันและอนาคตรวมถึงกระตุ้นยอดขาย ในจุดที่คู่แข่งยังเข้ามาไม่ถึง พร้อมกับเสริมแกร่งช่องทางออนไลน์ออฟฟิเชียล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการสินค้าหายากของผู้บริโภค รวมถึงเพิ่มงบฯการตลาดเพื่อหนุนแผนการเหล่านี้

สำหรับหน่วยงานราชการนั้นมีศักยภาพจากชมรมถ่ายภาพของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งหลายแห่งมีสมาชิกระดับ 100 คน และต้องการอุปกรณ์ถ่ายภาพเพื่อใช้ในงาน เช่น สร้างฐานข้อมูลแขกวีไอพี จึงเป็นโอกาสเข้าสร้างการรับรู้ด้วยเวิร์กช็อป และสนับสนุนอุปกรณ์ โดยขณะนี้บริษัทมีโปรแกรมจัดเวิร์กช็อปให้ชมรมถ่ายภาพของรัฐสภา แม้จะไม่ได้ผลลัพธ์ด้านยอดขายในทันที แต่เป็นโอกาสต่อยอดด้านความเชื่อมั่นต่อแบรนด์

ด้านกลุ่มนักท่องเที่ยวซึ่งบริษัทจับกระแสความนิยมกิจกรรมดำน้ำในกลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูงมาต่อยอด ด้วยการสร้างคอนเทนต์แนะนำการถ่ายภาพ-วิดีโอใต้น้ำ และความครบครันของอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ รวมถึงจัดเวิร์กช็อป เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ

ส่วนกลุ่มแฟนกีฬานั้นมีศักยภาพหลายด้านทั้งความต้องการอุปกรณ์ถ่ายภาพของทีมเพื่อทำสื่อประชาสัมพันธ์ และการเข้าถึงกลุ่มแฟนคลับซึ่งจำนวนมากเป็นผู้ที่ไม่เคยใช้กล้องมาก่อน รวมไปถึงโอกาสสร้างการรับรู้ในวงกว้างผ่านการถ่ายทอดการแข่งขัน โดยปีนี้บริษัทขยายการสนับสนุนจากทีมฟุตบอลในไทยลีก 1 ไปสู่ไทยลีก 2 เช่นทีมฟุตบอลบางกอกเอฟซี ที่เลื่อนชั้นขึ้นสู่ไทยลีก 2

เช่นเดียวกับกลุ่มนักศึกษาซึ่งขยายฐานเข้าสู่กลุ่มนักศึกษาต่างชาติผ่านความร่วมมือกับวิทยาลัยนานาชาติ ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยให้การสนับสนุนอุปกรณ์และอื่น ๆ ในหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังวางแผนใช้กลยุทธ์มิวสิกมาร์เก็ตติ้งเป็นครั้งแรก โดยเตรียมเข้าเป็นสปอนเซอร์งานคอนเสิร์ตใหญ่งานหนึ่ง ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดบูทถ่ายภาพในงานคอนเสิร์ต ซึ่งได้รับผลตอบรับดีสร้างเอ็นเกจเมนต์และการรับรู้แบรนด์ได้สูงมาก จึงวางแผนต่อยอดอีกครั้ง เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคนอกวงการถ่ายภาพ

“การมุ่งขยายฐานไปยังนอกวงการถ่ายภาพนี้ เพื่อนำแบรนด์นิคอนไปอยู่ในใจผู้บริโภค สร้างโอกาสที่จะได้ผู้บริโภคเหล่านี้มาเป็นลูกค้าในอนาคต เมื่อพวกเขามีความต้องการซื้อกล้อง”

มุ่งกล้องไฮเอนด์

นอกจากนี้ในส่วนของแนวทางการเปิดตัวสินค้าใหม่นั้น จะเน้นกล้องฟูลเฟรมระดับไฮเอนด์เป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางของบริษัทแม่ เนื่องจากมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่ม และต่อยอดในการจำหน่ายเลนส์ได้มากกว่า โดยผู้ที่ซื้อกล้องระดับไฮเอนด์นั้นอาจจะซื้อเลนส์เพิ่ม 3-4 ตัว ขณะที่ผู้ซื้อกล้องระดับเริ่มต้นอาจซื้อเลนส์เพิ่มเพียง 1 ตัวเท่านั้น รวมถึงสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้กล้องชาวไทยที่นิยมซื้อเลนส์เพิ่มและสะสมเลนส์ เพราะมองว่า สามารถขายต่อได้โดยที่ราคาไม่ลดลงมากนัก

อัพเกรดออฟฟิเชียลช็อป

ขณะเดียวกันยังมุ่งอัพเกรดและสร้างการรับรู้ให้กับร้านค้าออนไลน์ของบริษัท หรือ nikon.co.th เน้นย้ำโพซิชั่นเป็นส่วนเสริมกับช่องทางร้านดีลเลอร์และอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภค ด้วยการเป็นจุดจำหน่ายสินค้าหาซื้อยาก เช่น เลนส์รุ่นที่มีดีมานด์ต่ำ หรืออุปกรณ์สำหรับกล้องรุ่นเก่า ซึ่งร้านค้ามักไม่สต๊อกสินค้าเหล่านี้มากนัก ผู้บริโภคจึงหาซื้อได้ยากหรือต้องรอสั่งสินค้านานหลายวัน เป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าอุดช่องว่างนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคและสร้างรายได้โดยไม่เป็นการแข่งขันกับคู่ค้า

พร้อมกับจูงใจผู้บริโภคด้วยสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่การลดราคาอย่างสิทธิร่วมกิจกรรม ความเร็วในการจัดส่ง การได้รับข่าวสารก่อน ฯลฯ รวมถึงอนาคตอาจมีสิทธิพิเศษในวันเกิด เป็นต้น ส่วนการโปรโมตผ่านสื่อต่าง ๆ ซึ่งจะทำควบคู่กันทั้งออฟฟิเชียลช็อป และร้านออนไลน์ของคู่ค้า เพื่อช่วยสร้างการรับรู้และย้ำความเชื่อมั่น

“ร้านดีลเลอร์ยังเป็นช่องทางที่สำคัญของวงการกล้องทั้งการเป็นผู้สร้างตลาด และดูแลลูกค้า ร้านค้าออนไลน์นี้เป็นเพียงส่วนเสริม ซึ่งมีตัวอย่างจากฮ่องกงที่ร้านดีลเลอร์และช่องทางออนไลน์แบบออฟฟิเชียลสามารถอยู่ร่วมกันได้”

ทั้งนี้ เชื่อว่ายุทธศาสตร์การขยายฐานผู้บริโภคไปยังกลุ่มใหม่ ๆ นอกวงการถ่ายภาพและการเสริมแกร่งช่องทางออนไลน์ จะช่วยผลักดันให้บริษัทสามารถชิงความได้เปรียบและสร้างยอดขายแตะ 1,000 ล้านบาท ตามเป้าที่วางไว้ได้ และเติบโตต่อเนื่องกลับสู่ระดับ 1,300-1,400 บาท เท่ากับก่อนการระบาดของโควิด-19 ได้ในอนาคต