เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

โค้งสุดท้าย ทรัมป์ VS แฮร์ริส ไทยตั้งรับการค้าโลกปั่นป่วน

30 ต.ค. 2567 | 08:17น.
trump

ทั่วโลกนับถอยหลังสู่วันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 5 พฤศจิกายน 2567 การชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกัน กับ “คามาลา แฮร์ริส” จากพรรคเดโมแครต ที่จะส่งผลกระทบต่อทั้งโลก รวมทั้งไทย

ผลโพลจากสำนักต่าง ๆ ที่รวบรวมโดย 538 หรือ “ไฟฟ์เทอร์ตี้เอท” อัพเดต ณ วันที่ 28 ตุลาคม ในระดับประเทศ แฮร์ริสนำทรัมป์ 48.1% ต่อ 46.6% ส่วนในสะวิงสเตต 7 รัฐ ทรัมป์นำแฮร์ริสถึง 5 รัฐ ได้แก่ แอริโซนา 48.7% ต่อ 46.8%, จอร์เจีย 48.6% ต่อ 47.1%, นอร์ทแคโรไลนา 48.4% ต่อ 47.1%, เนวาดา 47.5% ต่อ 47.3%, เพนซิลเวเนีย 47.9% ต่อ 47.6% ขณะที่แฮร์ริสนำ 1 รัฐ คือ มิชิแกน 47.7% ต่อ 47.2% และคะแนนนิยมเสมอกัน 1 รัฐ คือ วิสคอนซิน 47.8% ต่อ 47.8%

ผลการสำรวจระดับประเทศของ “เอเมอร์สัน คอลเลจ โพลลิง” (Emerson College Polling) ที่สำรวจในวันที่ 23-24 ตุลาคม พบว่า ทรัมป์และแฮร์ริสมีคะแนนนิยม 49% เท่ากัน แต่ในอีกคำถามหนึ่งที่ถามว่า “คิดว่าใครจะเป็นผู้ชนะ” โดยไม่คำนึงว่าผู้ตอบแบบสำรวจจะโหวตให้ใคร ผลการสำรวจพบว่า 50% คิดว่าทรัมป์จะชนะ และ 49% คิดว่าแฮร์ริสจะชนะ

จับตาผลกระทบนโยบายทรัมป์-แฮร์ริส

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2567 จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทย ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจตามมาจากผลการเลือกตั้งและนโยบายของทั้งสองฝ่าย

ทั้งทรัมป์และแฮร์ริสมีแนวนโยบายต่อการค้าระหว่างประเทศที่ใกล้เคียงกัน คือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนจะยังคงดำเนินต่อไป และอาจทวีความรุนแรงขึ้น โดยจะเกิดการแข่งขันทั้งในด้านเศรษฐกิจ การทหาร และเทคโนโลยี

สิ่งที่ต่างกันคือ ในกรณีที่แฮร์ริสชนะการเลือกตั้ง คาดว่าการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศจะเป็นไปในทิศทางเดิม อีกทั้งยังคาดว่าแฮร์ริสจะมีการสนับสนุนการค้าเสรีมากขึ้น โดยอาจมีการผลักดันให้สหรัฐดำเนินการเจรจาในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework : IPEF) เสาที่ 1 ให้สำเร็จ รวมทั้งอาจกลับเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ไทยพิจารณาสมัครเข้าเป็นสมาชิก CPTPP

ในทางกลับกัน หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง นโยบาย “อเมริกามาก่อน” (America First) จะกลับมา ซึ่งทรัมป์มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ การออกมาตรการจูงใจเพื่อดึงดูดการลงทุนกลับสู่สหรัฐ ซึ่งมีผลทำให้บริษัทสหรัฐที่ออกไปลงทุนทั่วโลกย้ายฐานผลิตกลับประเทศ

ด้านการค้าระหว่างประเทศ คาดว่าจะคงยังยึดมั่นในนโยบายการค้าแบบปกป้อง (Protectionism) และการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) และจะให้ความสนใจประเทศอื่นน้อยลง ปรับแก้กฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจในประเทศ สนับสนุนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และยกเลิกเครดิตภาษีคาร์บอน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ส่งผลกระทบต่อค่าเงินทั่วโลก และจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และคาดว่าทรัมป์จะมีการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าของสหรัฐที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงสงครามการค้ากับจีนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

ต้องตั้งรับผลกระทบสงครามการค้า

สนค.ประเมินว่า “ไทยอาจจะได้รับประโยชน์” จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ทั้งในด้านการย้ายฐานการผลิตของสหรัฐในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ และการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐทดแทนสินค้าจีน ในขณะที่หากสินค้าจีนถูกจำกัดการส่งออกไปสหรัฐ

ไทยควรเตรียมมาตรการรับมือกับการหลั่งไหลของสินค้าจากจีน รวมถึงพิจารณากลยุทธ์ดึงดูดการลงทุนจากการย้ายฐานผลิตของสหรัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในภูมิภาค และไทยต้องเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนในท่าทีของสหรัฐ และผลกระทบต่อโอกาสทางการค้าในอนาคต

“สิ่งที่จะเจอไม่ว่าใครชนะ การเดินหน้าด้านมาตรการกีดกันทางการค้าจะเข้มข้น ทั้งที่เป็นมาตรการด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยแฮร์ริสจะมีมาตรการออกมาที่นุ่มนวล เน้นเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนโดยเฉพาะอีวี ส่วนทรัมป์จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทุกชนิดจากจีน 60% และจากประเทศอื่น 10%”

ผอ.สนค.กล่าวอีกว่า ประเทศไทยควรดำเนินการในหลายด้าน เริ่มจากภาคธุรกิจที่ควรกระจายความเสี่ยง โดยขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น ๆ นอกเหนือจากสหรัฐ พร้อมทั้งพัฒนานวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ควรติดตามนโยบายการค้าและเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวได้ทันท่วงที และพิจารณาการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและพลังงานทางเลือก เพื่อรองรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในอนาคต

นักวิชาการแนะไทยส่งออกสินค้าทดแทนจีน

นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และที่ปรึกษา บริษัท อินเทลลิเจนท์ รีเสิร์ช คอนซัลแตนท์ (ไออาร์ซี) จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจในประเทศของระหว่างทรัมป์และแฮร์ริสเหมือนกัน แต่ทรัมป์มีความเข้มข้นมากกว่า ดังนั้นผลดี ผลเสียจึงแตกต่างกัน

ไม่ว่าใครขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ ธุรกิจไทยจำเป็นต้องมีการปรับตัว เพราะเชื่อว่านโยบายที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม้เป็นทรัมป์จะกลับมา เชื่อว่าการขึ้นภาษีสินค้าที่เข้าสหรัฐจะเพิ่มขึ้น การสร้างมาตรการกีดกันสินค้าจะมีผลกระทบต่อการกีดกันการค้าทางอ้อม ส่วนแฮร์ริสเองจะมีการเก็บภาษีปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) เหมือนสหภาพยุโรป หรืออียู

ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว คือ ผู้ส่งออกไทย สินค้าที่ไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐ จำเป็นต้องหาตลาดอื่นทดแทน บริหารต้นทุนการผลิต ศึกษามาตรฐานสินค้าและเร่งปรับตัว เปิดเจรจาการค้าตลาดใหม่ เพราะทรัมป์เน้นการผลิตในประเทศ ต้องศึกษาสินค้าจีนที่ถูกเก็บภาษี 60% แล้วส่งออกไปสหรัฐทดแทนสินค้าจีน ต้องดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ถุงมือยาง ล้อรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า เป็นต้น นอกจากนี้ต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดึงดูดการลงทุนพลังงานสะอาด ธุรกิจ BCG และเร่งใช้ประโยชน์จากกรอบ IPEF ที่สหรัฐก่อตั้งขึ้น

เอกชนชี้ไทยต้องกระจายความเสี่ยง

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งอาจส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเศรษฐกิจโลก รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากแฮร์ริสชนะ เป็นไปได้ว่าการดำเนินการต่าง ๆ จะต่อเนื่องจากนายโจ ไบเดน แต่หากเป็นทรัมป์ชนะ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ได้แก่ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยจะลดการให้ความช่วยเหลือประเทศที่อยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง โดยเฉพาะการยกเลิก/ลดการสนับสนุนยูเครน ซึ่งจะส่งผลให้สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน สิ้นสุดในไม่ช้า แต่ในขณะเดียวกัน การลดบทบาทของสหรัฐในการสนับสนุนความมั่นคงในเวทีโลก โดยเฉพาะนาโต (NATO) อาจทำให้มีความขัดแย้งในพื้นที่อื่น ๆ ปะทุได้ง่ายขึ้น

“อย่างไรก็ดี ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้นจะมีทั้งโอกาสและความท้าทาย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ นำไปสู่ปัญหาห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลก มาตรการกีดกันการค้าเพิ่มมากขึ้น ความผันผวนในตลาดการเงินโลก ปัญหาภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ปัญหาการผลิตที่ล้นเกินของภาคการผลิตของจีน”

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชาแนะว่า สิ่งที่ไทยต้องเตรียมพร้อม คือ การปรับกลยุทธ์ทางการค้าและการส่งออก โดยการเปิดตลาดใหม่ การกระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออก การปรับใช้ e-Commerce ในการส่งออกสินค้าไปยังผู้บริโภคทั่วโลกโดยตรง การใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น กรณีสหรัฐปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ทำให้มีแนวโน้มบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น หรือนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นทดแทนสินค้าจีน ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ประเทศที่ 3 รวมถึงไทย ในการขยายส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐ

อีกทั้งสหรัฐอาจดำเนินนโยบายลดความผันผวนทางการค้าและกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งวัตถุดิบ/สินค้านำเข้า ไม่ให้พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สหรัฐตั้งเป้าหมายขยายการผลิตในประเทศ หรือส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ สร้างพันธมิตรทางการค้า และมองหาคู่ค้ารายใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงที่ห่วงโซ่อุปทานจะหยุดชะงัก เป็นต้น ซึ่งความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ของสหรัฐ สามารถมองเป็นโอกาสของไทยได้

ส.อ.ท.แนะรัฐหาโอกาสเศรษฐกิจมากกว่านี้

นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานสัมมนา “US Election 2024 เจาะลึกศึกชิงทำเนียบขาว” จัดโดยเครือมติชนและพันธมิตรเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ในมุมมองของภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นทรัมป์ หรือแฮร์ริส ล้วนมีนโยบายที่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้าของประเทศตนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นจะต้องวางแผนและเตรียมรับมือ เพราะไม่ว่าใครจะขึ้นมาล้วนมีผลกระทบทั่วโลก รวมถึงไทย

เมื่อสหรัฐได้ประธานาธิบดีแล้ว สิ่งที่จะต้องมองและติดตาม คือ เรื่องสงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามสกุลเงิน และการที่สหรัฐมองประเทศจีนเป็นภัยของประเทศ ด้วยเหตุนี้ จึงมีโอกาสที่ทำให้สินค้าจีนไหลมาเข้าไทยมากขึ้น เนื่องจากส่งไปขายสหรัฐยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มองว่าประเทศไทยไม่ควรแสดงตัวโดยการเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่ควรวางตัวให้เข้าได้กับทั้งสองฝ่าย ควรทำให้เป็นที่รักของทั้ง 2 ประเทศ การเจรจาพูดคุยจำเป็นจะต้องมีศิลปะ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุนจากทั้ง 2 ประเทศ และต้องแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจจากทั้งสองฝ่ายให้ได้มากกว่านี้

ส่วนการลงทุนของสหรัฐในไทยยังน้อย สหรัฐมีนโยบายตั้งฐานการผลิตในประเทศที่เป็นพันธมิตรเท่านั้น เรียกว่า นโยบาย ็เฟรนด์ชอริงิ (Friend-Shoring) ซึ่งไทยไม่ได้เป็นหนึ่งใน ็เฟรนด์ชอริงิ ของสหรัฐ ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ของรัฐบาลไทยที่จะทำอย่างไรให้สหรัฐมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับไทยมากกว่านี้ ภาครัฐจำเป็นจะต้องกำหนดทิศทางนโยบายให้เหมาะสม เป็นมืออาชีพ สร้างความเชื่อมั่นในการดึงการลงทุนและการค้า