Skip to content

คำเตือนจากเวิลด์แบงก์ โมเดล BCG ไทย อาจไม่เวิร์ก

24 พ.ย. 2567 | 18:20น.
คำเตือนจากเวิลด์แบงก์ โมเดล BCG ไทย อาจไม่เวิร์ก
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : รุ่งนภา พิมมะศรี

อาจจะเป็นการ “ดับฝัน” หรือ “ทำลายขวัญกำลังใจ” ผู้กำหนดนโยบายของไทย เมื่อเวิลด์แบงก์ (World Bank) หรือธนาคารโลกบอกว่า โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ของไทยอาจไม่เวิร์กดังที่วาดหวังไว้

ธนาคารโลกบอกในรายงาน “มุ่งมั่นสู่ประเทศไทยสีเขียวและพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง” (Towards a Green and Resilient Thailand) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนว่า โมเดลการพัฒนา BCG ของประเทศไทย ซึ่งเปิดตัวในปี 2021 ได้วางรากฐานสำหรับการก้าวไปสู่ความยั่งยืนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่ด้วยภัยคุกคามด้านสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มมากขึ้น ไทยจำเป็นต้องมีแนวทางที่มุ่งมั่นมากยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารโลกจึงได้เสนอโมเดล BCG+ ให้ผู้กำหนดนโยบายของไทยพิจารณานำมาใช้แทนโมเดล BCG ที่วาดไว้ก่อนหน้านี้

รายละเอียดข้อคนพบที่น่าสนใจในรายงาน คือ ธนาคารโลกสร้างแบบจําลองเพื่อคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งพบว่า ภาคเกษตรกรรมและการประมงของไทยมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากเป็นพิเศษ โดยคาดว่าภาคเกษตรกรรมอาจสูญเสียผลผลิตเป็นมูลค่า 2,900-5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาคประมงมีความเสี่ยงจะสูญเสียผลผลิตสูงถึง 26,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2050

อีกข้อค้นพบ คือ ต้นทุนแรงงานและการสูญเสียผลิตภาพจะเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากอากาศที่ร้อนจะส่งผลให้ผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงานลดลงในภาคส่วนที่ต้องทำงานนอกอาคาร เช่น ภาคเกษตรกรรมและการก่อสร้าง โดยมีความเป็นไปได้ที่มูลค่าการสูญเสียผลิตภาพอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2050

ขณะที่ผลิตภาพของแรงงานที่ทำงานในอาคารแม้ว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะมีการใช้เครื่องปรับอากาศ แต่ต้นทุนจากการใช้เครื่องปรับอากาศก็อาจสูงถึง 11,000-17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2050

การลดลงของทรัพยากรธรรมชาติและการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ทำให้ความท้าทายจากปัญหาโลกร้อนที่ไทยเผชิญอยู่ทวีความรุนแรงขึ้น คืออีกหนึ่งข้อค้นพบ

เวิลด์แบงก์ระบุว่า พื้นที่ป่าไม้ในไทยลดลงไป 12% นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา การตัดไม้ทำลายป่าอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดความสูญเสียทางนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจอย่างมาก หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ไทยอาจสูญเสียจีดีพีสูงถึง 553,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2050 แต่หากมีนโยบายเชิงกลยุทธ์จะสามารถลดการสูญเสียได้ 68% อีกทั้งการฟื้นฟูป่าและการปลูกป่าใหม่จะเพิ่มความมั่งคั่งสะสมได้ถึง 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เวิลด์แบงก์บอกอีกว่า ไทยเผชิญความท้าทายในการลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองและการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

กลยุทธ์สำคัญที่เวิลด์แบงก์แนะนำว่าไทยต้องมี คือ นโยบายที่ครอบคลุม การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีสะอาด ส่วนกลยุทธ์รอง ๆ ลงมาที่มองว่ามีความสำคัญ คือ การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า

ตามการคาดการณ์ของเวิลด์แบงก์ หากไทยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนภายในปี 2030 อาจช่วยให้จีดีพีไทยเพิ่มขึ้น 1% และสร้างงานมากถึง 160,000 ตำแหน่ง

แต่เราเหลือเวลาอีกแค่ 6 ปี ก็จะถึงปี 2030 น่าคิดว่านี่อาจเป็นเป้าหมายที่ท้าทายเกินกว่าที่ไทยจะบรรลุได้ในเวลาสั้น ๆ เท่านี้