เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เบนท์ลีย์ ใช้ชื่อ ‘Torcal’ สำหรับรถอีวี รุ่นแรก
EV เบนท์ลีย์ ใช้ชื่อ ‘Torcal’ สำหรับรถอีวี รุ่นแรก
นายกฯ มั่นใจซ่อมคันคลองระบายน้ำ ร.1 หาดใหญ่ เสร็จก่อนช่วงน้ำหลาก
Politics นายกฯ มั่นใจซ่อมคันคลองระบายน้ำ ร.1 หาดใหญ่ เสร็จก่อนช่วงน้ำหลาก
มหากาพย์รถไฟ 3 สนามบิน เมื่อเมกะโปรเจกต์ไทย กลายเป็น ‘ลิงแก้แห’
Economic มหากาพย์รถไฟ 3 สนามบิน เมื่อเมกะโปรเจกต์ไทย กลายเป็น ‘ลิงแก้แห’
ราคาทองวันนี้ (10 ก.ค. 69) ปรับลง 50 บาท รูปพรรณบาทละ 65,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (10 ก.ค. 69) ปรับลง 50 บาท รูปพรรณบาทละ 65,750 บาท
ครีเอเตอร์เตรียมรับทรัพย์รัว ๆ ‘Facebook’ เปิดให้ปักตะกร้าสินค้า ‘Lazada’ ได้แล้ว
Tech ครีเอเตอร์เตรียมรับทรัพย์รัว ๆ ‘Facebook’ เปิดให้ปักตะกร้าสินค้า ‘Lazada’ ได้แล้ว
สภาพัฒน์ มอง พ.ร.ก.กู้เงิน ใช้ตรงจุดช่วยดันเศรษฐกิจ ชี้เน้นช่วยประชาชนดีกว่า ซื้อรถเก็บขยะ EV
Finance สภาพัฒน์ มอง พ.ร.ก.กู้เงิน ใช้ตรงจุดช่วยดันเศรษฐกิจ ชี้เน้นช่วยประชาชนดีกว่า ซื้อรถเก็บขยะ EV
ไทย-มาเลเซีย เปิดถนนด่านสะเดาแห่งใหม่ ดันการค้า-ลงทุน เศรษฐกิจชายแดนใต้
Politics ไทย-มาเลเซีย เปิดถนนด่านสะเดาแห่งใหม่ ดันการค้า-ลงทุน เศรษฐกิจชายแดนใต้
ADB ช่วยเหลือแบบให้เปล่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้ฟื้นฟูสงขลา
Politics ADB ช่วยเหลือแบบให้เปล่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้ฟื้นฟูสงขลา
ธุรกิจที่อยู่ตรงกลาง อาจกำลังเหนื่อยที่สุด
Finance ธุรกิจที่อยู่ตรงกลาง อาจกำลังเหนื่อยที่สุด
รีเซตตลาด ‘อสังหาฯ ภูเก็ต’ ปราบลูกค้า ‘นอมินี-เก็งกำไร’
Real Estate รีเซตตลาด ‘อสังหาฯ ภูเก็ต’ ปราบลูกค้า ‘นอมินี-เก็งกำไร’
ดูทั้งหมด

KKP Research ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลง คาดปีหน้าแบงก์ชาติหั่นดอกเบี้ย 3 ครั้ง

28 พ.ย. 2567 | 16:19น.

KKP Research ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลง ปรับ GDP ปี 2568 จาก 3.0% เหลือ 2.6% และเหลือ 2.4% ในปี 2569 คาดมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพิ่ม 3 ครั้ง

KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเจอปัจจัยเสี่ยงทั้งจากภายในและภายนอก หากไม่ปรับตัวมีความเสี่ยงเข้าสู่แนวโน้มขาลง โดยเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่องแม้จะผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 โดยภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่สามารถกลับมาเท่าศักยภาพเดิมที่ 3.0%-3.5% โดยไทยยังถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตได้ช้าที่สุดในภูมิภาค ASEAN ในช่วงหลังวิกฤตโควิด

โดย KKP Research ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 2.6% ในปี 2568 และเติบโตได้ 2.4% ในปี 2569 โดยเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอลงในปีหน้า เป็นผลมาจากทั้งปัจจัยระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น (1) ปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ที่สะท้อนจากการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของไทยที่หดตัวลงต่อเนื่องมามากกว่าปี และยังมีความเสี่ยงชะลอตัวเพิ่มเติม โดยเฉพาะหากมีการปรับภาษีนำเข้าสินค้าขึ้นจากสหรัฐ ซึ่งจะส่งกระทบเพิ่มเติมต่อภาคการส่งออกไทย

(2) ภาคบริการที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ช้าลง หลังจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าใกล้ระดับปกติมากขึ้น (3) การหดตัวของสินเชื่อในภาคธนาคารจะยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งจะกระทบกับการบริโภคในระยะข้างหน้า และ (4) การเข้าสู่สังคมสูงอายุ กดดันแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

3 ปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยโตต่ำ

เศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีแนวโน้มเผชิญกับการเติบโตต่ำจากปัจจัยหลัก 3 ประการ ได้แก่

1.ภาคบริการและการท่องเที่ยวจะไม่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจมากเท่าเดิม: การท่องเที่ยวซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงฟื้นตัวเริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัว ในช่วงตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2564 เป็นต้นมา การท่องเที่ยวส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 2.2ppt เทียบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ระดับเฉลี่ย 2.4% หรือการเติบโตเกือบทั้งหมดมาจากภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในปี 2568-2569 คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยเพียง 6.9% ต่อปี ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับการฟื้นตัวช่วงหลังการเปิดประเทศหลังโควิดที่โตได้กว่า 255%

2.ภาคการผลิตของไทยยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัว: อุตสาหกรรมหลักของไทย คือยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดโลก ตัวอย่างเช่น การผลิตรถยนต์ที่ลดลงกว่า 14% จากปี 2564 จากการเข้ามาแข่งขันของรถยนต์ค่ายจีน โดยการหดตัวของภาคการผลิตไทยในปี 2567 เกิดจากการหดตัวของการผลิตรถยนต์เป็นหลัก ในขณะที่เริ่มเห็นการฟื้นตัวในสินค้ากลุ่มอื่นบ้างแล้ว

นอกจากนี้ การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งเคยเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหน่วยความจำแบบ SSD เข้ามาแทนที่ ส่งผลให้การผลิต HDD ลดลงกว่า 50% ตั้งแต่ปี 2564

3.ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการลดลงของการปล่อยสินเชื่อใหม่: ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 90% ของ GDP ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้น โดยหนี้ต่อ GDP ของไทยเริ่มปรับตัวลดลงจากสินเชื่อภาคธนาคารที่เติบโตติดลบ ส่งผลให้การบริโภคสินค้าคงทนในไทยหดตัวลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่อง

ปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐ

จากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินสดขนาดใหญ่ในปี 2567 และ 2568 ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยพอขยายตัวต่อได้

โดยแบ่งเป็น ระยะที่ 1: งบประมาณ 142,000 ล้านบาท (คิดเป็น 0.7% ของ GDP) ถูกใช้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ผ่านการแจกเงินสด 10,000 บาทให้กับกลุ่มเปราะบาง ระยะที่ 2: รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 184,000 ล้านบาท (คิดเป็น 0.9% ของ GDP) จะถูกแจกเป็นเงินสดให้กับผู้สูงอายุ 5-8 ล้านคนภายในเดือนมกราคม และระยะที่ 3: หลังจากสองระยะแรก ยังเหลืองบประมาณราว 100,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำไปแจกให้กับประชาชน 10 ล้านคนที่ลงทะเบียนในโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในไตรมาสที่ 2 ปี 2568

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการแจกเงินสดรอบใหม่ KKP Research คาดว่ามาตรการนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจัยสำคัญอื่น ๆ เช่น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ สภาวะสินเชื่อที่เข้มงวดจากธนาคาร และการฟื้นตัวของรายได้ที่ยังล่าช้า มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและผลกระทบต่อการบริโภคมากกว่าการแจกเงินสดเพียงครั้งเดียว

เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงโตได้ต่ำกว่าคาด

เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ยังมีความเสี่ยงโตต่ำกว่าที่ประเมิน ว่าจากความเสี่ยงของนโยบายภาษีของว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐ และเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากเป็นลำดับต้น ๆ ของเอเชีย โดยมีการส่งออกไปยังสหรัฐคิดเป็นประมาณ 9% ของ GDP และเกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกามูลค่ากว่าสี่หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นลำดับที่ 12 ของโลก และการเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่อาจเป็นผลมาจากสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งอาจทำให้ไทยมีความเสี่ยงถูกมาตรการการค้าเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ดี นโยบายการค้าของสหรัฐยังมีความไม่แน่นอนอยู่ค่อนข้างมาก KKP ประเมินว่าการขึ้นภาษีนำเข้าขนาดใหญ่มีแนวโน้มใช้เพื่อเป็นเครื่องมือเจรจาต่อรองด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยสินค้าในกลุม Rerouting ที่นำเข้าจากจีนเพื่อส่งออกไป US มีแนวโน้มได้รับผลกระทบก่อน เช่น Solar Panel, Wifi Router ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก เพราะมูลค่าเพิ่มที่ถูกสร้างในประเทศอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจกระทบกับสินค้ากลุ่มอื่น ๆ เพิ่มเติม คือ 1) กลุ่มสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐ หากมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้า 10% กับทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งจะกระทบสินค้าในกลุ่มเครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์ 2) กลุ่มสินค้าที่ไทยมีการคิดภาษีกับสหรัฐ สูงกว่าสหรัฐคิดกับไทย โดยสหรัฐมีแนวโน้มต่อรองให้ไทยลดภาษีนำเข้าสินค้าบางกลุ่มกับสหรัฐลงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม กระทบสินค้าในกลุ่มอาหารและภาคเกษตร

3) กลุ่มสินค้านำเข้าจากประเทศจีน ในสถานการณ์ที่สหรัฐขึ้นภาษีกับประเทศจีนที่ 60% มากกว่าประเทศอื่น ๆ จะเป็นความเสี่ยงที่อาจเห็นสินค้าจีนทะลักเข้าสู่ตลาด ASEAN และไทยเพิ่มเติม สินค้าที่มีการขาดดุลเยอะในช่วงที่ผ่านมา คือเครื่องจักรและอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์และชิ้นส่วน

แบงก์ชาติลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีหน้า

KKP Research ประเมินว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 3 ครั้งในปีหน้า มาที่ระดับ 1.5% จากระดับปัจจุบันที่ 2.25% แม้ว่าแนวทางการสื่อสารของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) จะมีท่าทีค่อนข้างเข้มงวด โดยเน้นย้ำว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมที่ผ่านมาเป็นการปรับสมดุลใหม่ (recalibration) ไม่ใช่การเริ่มต้นของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

อย่างไรก็ตาม KKP Research ประเมินว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแอ และภาวะทางการเงินในปัจจุบันตึงตัว โดยเฉพาะจากสินเชื่อภาคธนาคารที่หดตัวจนส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศ

KKP Research ตั้งข้อสังเกตว่า ในระหว่างปี 2558-2562 เมื่อเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงต่ำกว่า 1% และการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 3-4% อัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนั้นยังคงอยู่ที่ 1.5% อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมเงินเฟ้อในปัจจุบันอ่อนแอพอ ๆ กันกับช่วงปี 2558-2562 และอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าในช่วงนั้นมาก

แต่อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันกลับสูงกว่าช่วงเวลาดังกล่าวมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อสังเกตว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอาจตึงตัวเกินไปเมื่อเทียบกับศักยภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ประกอบกับเศรษฐกิจที่มีสัญญาณอ่อนแอลง และหนี้เสียที่เร่งตัวขึ้น จะเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติมต่อธนาคารแห่งประเทศไทย