วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2567 ประกาศรางวัลเกียรติยศ “นักการเงินแห่งปี” โดยคณะกรรมการตัดสินรางวัลมีมติให้ “ชาติศิริ โสภณพนิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ครองตำแหน่งนักการเงินแห่งปี 2567 ซึ่งเป็นนักการเงินแห่งปีคนแรกที่ได้ครองตำแหน่งนี้ถึง 3 ครั้ง
โดยนายชาติศิริ โสภณพนิช ครองตำแหน่งนักการเงินแห่งปี 2567 ด้วยผลงานที่โดดเด่นผ่านคุณสมบัติการเป็นนักการเงินแห่งปี ตามหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ด้านคือ 1.เป็นนักการเงินที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและทันสมัย 2.เป็นนักการเงินมืออาชีพที่มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ 3.เป็นนักการเงินที่สร้างความเจริญเติบโตและยั่งยืนให้กับองค์กร และ 4.เป็นนักการเงินที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม
ทั้งนี้ นายชาติศิริเป็นนักการเงินแห่งปีคนแรกที่ได้ครองตำแหน่งถึง 3 ครั้ง โดยเป็นนักการเงินแห่งปีครั้งแรกในปี 2544 ต่อมาครองตำแหน่งเป็นครั้งที่สองในปี 2562 และล่าสุดในปี 2567 ได้ครองตำแหน่งเป็นครั้งที่สาม
1.เป็นนักการเงินที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลและทันสมัย
ตลอด 30 ปีของการเข้ามารับภารกิจนำทัพธนาคารกรุงเทพในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ ชาติศิริมีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการปักหมุดให้ธนาคารกรุงเทพก้าวเป็น “ธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาค” (Regional Bank) เสริมสร้างรากฐานของธนาคารเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ส่งผลให้ธนาคารกรุงเทพที่มีอายุครบ 80 ปีในปีนี้ เติบโตเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในประเทศถึง 4.5 ล้านล้านบาท และเป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับ 6 ของอาเซียนที่มีเครือข่ายต่างประเทศครอบคลุม 14 เขตเศรษฐกิจสำคัญทั่วโลก ได้แก่ กัมพูชา จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม
รวมทั้งยังมีบริษัทย่อยในต่างประเทศ ประกอบด้วย บางกอก แบงก์ เบอร์ฮาด ที่มีสาขา 5 แห่งทั่วประเทศมาเลเซีย ธนาคารกรุงเทพ (ประเทศจีน) จำกัด ที่มีสาขา 5 แห่งในเมืองหลัก ๆ ของประเทศจีน และธนาคารพีที เพอร์มาตา ทีบีเค ธนาคารที่มีขนาดใหญ่อันดับ 8 ของประเทศอินโดนีเซีย
ล่าสุด ธนาคารกรุงเทพอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลสำหรับการตัดสินใจขยายสาขาไปยังประเทศอินเดีย เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและนักลงทุนที่กำลังเติบโตสูงในตลาดที่มีศักยภาพนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ธนาคารกรุงเทพ เป็นธนาคารแรกของไทยที่มีสถานะเป็นธนาคารแห่งภูมิภาคอย่างแท้จริง
และจากกระแส Digital Disruption ที่รุกเข้ามาในโลกของธุรกิจการเงิน ชาติศิริตระหนักดีว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ธนาคารจึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือบริบทใหม่นี้ โดยกำหนดเป้าหมายให้ธนาคารกรุงเทพเป็น “องค์กรอัจฉริยะ” ขยายการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบอัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และซอฟต์แวร์บอตทำงานอัตโนมัติ (Robotic Process Automation) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล
นอกจากนี้ ธนาคารยังใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เช่น Data Lake และศูนย์ความเป็นเลิศด้านคลาวด์ (Cloud Center of Excellence) เพื่อให้มั่นใจว่าธนาคารมีเทคโนโลยีและทักษะที่เหมาะสมในการเป็นผู้ให้บริการทางการเงินที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศไทย
2.เป็นนักการเงินมืออาชีพที่มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ
ชาติศิริได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเป็นนักการเงินมืออาชีพที่มีความซื่อสัตย์ ต่อวิชาชีพตลอด 3 ทศวรรษที่ก้าวเข้ามาบริหารธนาคารกรุงเทพ ด้วยการยึดหัวใจหลักของการบริหารงานที่มุ่งเน้นเรื่อง “ความมั่นคงและก้าวหน้าอย่างมีเสถียรภาพ” โดยดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ บริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง และตัดสินใจทางธุรกิจโดยคำนึงถึงประโยชน์ระยะยาวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งธนาคาร ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และพนักงาน
3.เป็นนักการเงินที่สร้างความเจริญเติบโตให้กับองค์กร
ชาติศิริได้ยึดถือเจตนารมณ์ของการเป็น “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ซึ่งจากเจตนารมณ์ที่แน่วแน่นี้นำไปสู่แนวนโยบายในการบริหารงานและกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่สามารถสร้างความเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
สำหรับในปี 2567 นี้ ชาติศิริได้กำหนดกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจโดยมุ่งเน้น Key Business Focus 5 ด้าน ได้แก่ 1.การเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นการขยายฐานลูกค้าในภาคธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน 2.พันธมิตรด้านแพลตฟอร์ม โดยร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นแพลตฟอร์มขายสินค้าและบริการต่าง ๆ ซึ่งทำให้ธนาคารเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการแพลตฟอร์ม และเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าอย่างทันสถานการณ์
3.ความมั่งคั่งและมั่นคงทางการเงิน โดยนำเสนอบริการที่จะช่วยให้ลูกค้าสร้างความมั่นคงทางการเงินสำหรับครอบครัวในอนาคต 4.องค์กรอัจฉริยะ โดยพัฒนาศักยภาพด้านข้อมูล ซึ่งช่วยให้ธนาคารเข้าใจความต้องการของลูกค้าทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และ 5.การปรับรูปแบบธุรกิจ โดยประสานความร่วมมือและนำวิธีการแบบใหม่มาใช้ในการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน
ด้วยความมุ่งมั่นของชาติศิริในการสร้างความเจริญเติบโตให้กับองค์กร ส่งผลให้ธนาคารกรุงเทพเป็นธนาคารที่มีมูลค่าสินทรัพย์ 4,475,155 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 1 ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทย และสามารถสร้างผลกำไรสุทธิในงวด 9 เดือนแรกของปี 2567 จำนวน 34,807 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.2% พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และดำรงเงินกองทุนให้อยู่ในระดับสูงถึง 20.8% เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
4.เป็นนักการเงินที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม
ธนาคารกรุงเทพภายใต้การนำของชาติศิริยังคงขับเคลื่อนการดำเนินงานด้าน ESG ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นว่า ESG จะทำให้ธนาคารเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยได้กำหนดนโยบายด้านความยั่งยืนและวางกรอบการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด “Creating Value for a Sustainable Future สรรค์สร้างคุณค่าเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” เพื่อตอกย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ คำนึงถึงความยั่งยืนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม
