เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ยู เจียรยืนยงพงศ์’ ถอดรหัส ‘รถบรรทุกจีน’ บุกถึงชุมพร ส่องช่องโหว่กฎหมาย-ทางรอดโลจิสติกส์ไทย
Economic ‘ยู เจียรยืนยงพงศ์’ ถอดรหัส ‘รถบรรทุกจีน’ บุกถึงชุมพร ส่องช่องโหว่กฎหมาย-ทางรอดโลจิสติกส์ไทย
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อุดม สิทธิวิรัชธรรม’ เป็นประธานศาล รธน. ’จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช‘ นั่งตุลาการ
Sport โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อุดม สิทธิวิรัชธรรม’ เป็นประธานศาล รธน. ’จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช‘ นั่งตุลาการ
ทุเรียนชายแดนใต้แสนตัน ต้นทุนพุ่งราคาต่ำรอบ 10 ปี 
Economic ทุเรียนชายแดนใต้แสนตัน ต้นทุนพุ่งราคาต่ำรอบ 10 ปี 
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘วีรพงศ์ สุดาวงศ์’ เป็นประธานศาลฎีกา ตั้งแต่ 1 ต.ค. 69
Politics โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘วีรพงศ์ สุดาวงศ์’ เป็นประธานศาลฎีกา ตั้งแต่ 1 ต.ค. 69
XPENG ยกระดับ ‘เซอร์วิส’ มัดใจลูกค้าไทย
Automotive XPENG ยกระดับ ‘เซอร์วิส’ มัดใจลูกค้าไทย
ราคาน้ำมันวันนี้ (25 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (25 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘สําราญ นวลมา’ เป็น ผบ.ตร. ตั้งแต่ 1 ต.ค. 69
Politics โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘สําราญ นวลมา’ เป็น ผบ.ตร. ตั้งแต่ 1 ต.ค. 69
ยักษ์รับเหมาวิกฤตเงินขาดมือ สะเทือนตึกใหม่มหาดไทยล่าช้า
Real Estate ยักษ์รับเหมาวิกฤตเงินขาดมือ สะเทือนตึกใหม่มหาดไทยล่าช้า
บิ๊กมูฟแสนล้านเจ้าสัวเจริญ บุกสิงคโปร์-ปักธงริมเจ้าพระยา
Real Estate บิ๊กมูฟแสนล้านเจ้าสัวเจริญ บุกสิงคโปร์-ปักธงริมเจ้าพระยา
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (25 ก.ค. 69) ปรับลง 1.46% อยู่ที่ 64,098 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (25 ก.ค. 69) ปรับลง 1.46% อยู่ที่ 64,098 เหรียญสหรัฐ
ดูทั้งหมด

กิตติรัตน์ แนะ 5 สมาคมถกฟื้น ศก.-ตลาดทุน พาประเทศหลุดพ้นทศวรรษที่สูญหาย

20 ธ.ค. 2567 | 07:00น.
กิตติรัตน์ ณ ระนอง

กิตติรัตน์ ว่าที่ประธานบอร์ดแบงก์ชาติ แนะ 5 สมาคม ร่วมถกฟื้นเศรษฐกิจ-ตลาดทุน พาประเทศหลุดพ้นทศวรรษที่สูญหาย ชูนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนสำคัญ ย้ำจุดยืน กนง. ควร “ลดดอกเบี้ยเร็วแรง” ติงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ “เกินพอดี” มองฟากนโยบายการคลังตึงตัว เชื่อปฏิรูปโครงสร้างภาษีเป็นเรื่องดี แนะขึ้น VAT แค่ครั้งละ 0.25-1% เตือนปี 2568 ระวังความเสี่ยง “หนี้เสีย-ค่าเงิน”

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ว่าที่ประธานกรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอดีตกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คนที่ 9 กล่าวถึงภาพเศรษฐกิจไทยที่การเติบโตเอื่อย และตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันไม่ค่อยสร้างผลตอบแทนที่เซ็กซี่เหมือนกับตลาดหุ้นอื่น จนกลายเป็นทศวรรษที่สูญหาย (The Lost Decade) ว่า เป็นความท้าทายอย่างมาก แต่แนวทางการจะก้าวออกจาก The Lost Decade ของประเทศไทยได้นั้นก็มีวิธี

นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนสำคัญ

ถ้าพิจารณาจากประเทศญี่ปุ่นที่สามารถก้าวออกมาได้เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ตอนที่นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ อดีตประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่เข้ามารับหน้าที่ประธานธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งได้ยึดหลักนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน โดยให้เงินเยนอ่อนค่าเพื่อสามารถแข่งขันได้ในการผลิตเพื่อการส่งออก และเพื่อให้การเดินทางเข้าท่องเที่ยวในญี่ปุ่นถูกลงจากในยุคที่ค่าเงินเยนแข็งค่า

ดังนั้นนโยบายเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยออกจาก The Lost Decade ได้ อย่างไรก็ตามช่วงที่ผ่านมาจะสังเกตได้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่า หากเทียบกับประเทศคู่ค้าในรอบ 2 ทศวรรษ จะพบว่าประเทศอื่น ๆ ไม่ยอมให้ค่าเงินแข็งค่าขนาดนี้ ซึ่งแม้จะดีต่อสินค้านำเข้า แต่จีดีพีโตช้า แต่หากปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าบ้างก็จะสามารถขายสินค้าได้แพงขึ้น และหนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดีขึ้นได้

กิตติรัตน์ ณ ระนอง
กิตติรัตน์ ณ ระนอง

แนะ 5 สมาคมถกฟื้นเศรษฐกิจ-ตลาดทุน

นอกจากนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ หากประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย จะระดมความคิดเห็นโดยหารือกับประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย และประธานสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่จะสามารถขจัดความด้อยประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจ และสามารถทำให้ประเทศไทยมีโอกาสเพิ่มจีดีพีและเพิ่มผลตอบแทนในตลาดทุนที่สูงขึ้นได้

ยกตัวอย่างเช่น ยุคนี้เขาเรียกยุคเผา ซึ่งมีฝุ่นพิษ PM 2.5 เกิดขึ้น ถ้าสังเกตการเผาแปลงข้าวโพด อ้อย และพืชเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ถ้าเราหยุดการเผาทั้งหมดเราจะประหยัดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้หลายเปอร์เซ็นต์ของ GDP และช่วยฟื้นการท่องเที่ยวในบางจังหวัด และไม่ทำให้ประชาชนเสียสุขภาพด้วย ดังนั้นถ้าเราร่วมมือทำสิ่งเหล่านั้นเชื่อว่า GDP จะดีขึ้นได้ปีละ 1-2% จึงอยากให้เอกชนออกแรงช่วยกันทำ

ปัจจุบันมองว่าเหมือนกับหน้าที่ฉัน คุณไม่เกี่ยว และอันนี้ก็หน้าที่ฉัน นอกเหนือจากหน้าที่ตรงนี้ของฉัน ฉันก็ไม่เกี่ยว พอเป็นแบบนี้โอกาสที่จะทำความเข้าใจร่วมกันให้เศรษฐกิจดีได้ก็ยาก ฉะนั้นคงต้องทำงานอย่างบูรณาการร่วมกัน ซึ่งต้องยิ่งกว่าอภิมหา Symphony Orchestra คือเราต้องการคนเก่งที่ทำงานแล้วประกอบรวมกันและกลายออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ดีเพื่อพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นมาได้ ซึ่งเชื่อว่าการทำงานอย่างสอดประสานกันและเกิดความเข้าใจต่อกันจะเป็นเรื่องที่ดี

“ผมมั่นใจประเทศไทยมีคนรู้ว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร เพียงแต่คนรู้เขามีโอกาสสื่อสารไปถึงระดับนโยบายหรือไม่ ว่าทำแบบนี้ผลิตภาพของอุตสาหกรรมบางชนิดจะสามารถเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นกล่าวโดยสรุปการออกจาก The Lost Decade ต้องใช้เครื่องมือมหภาคและจุลภาคในเชิงปรับปรุงประสิทธิภาพ และระดมความคิดทั้งในส่วนที่เป็นเรื่องของภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ รวมทั้งภาคสิ่งแวดล้อมด้วย”

รีบแกะเชือกผูกรองเท้าที่พันกัน

นายกิตติรัตน์ เสนอแนะถึงการผลักดันการเติบโตของจีดีพีปี 2568 ว่า หากต้องการผลลัพธ์ใหม่ที่ดีขึ้น ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ อย่าทำอะไรแบบเดิม ๆ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจก็คงไม่ดีขึ้นไปกว่าเดิมแน่ ๆ ต้องทำทุกเรื่องให้ดีขึ้นทั้งนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง กลไกในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการปรับผลิตภาพต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น

“ฝากผู้เกี่ยวข้องว่า เราอย่าไปยอมรับความปกติแบบนี้เลย เรารีบแก้ไขมันเถอะ พอเราแก้ไขเหมือนเราแกะเชือกผูกรองเท้าที่มันพันกัน เราจะเดินและวิ่งเร็วขึ้น และหนุนเศรษฐกิจจะโตดีขึ้น และโอกาสผู้ลงทุน หรือคนที่จบการศึกษาใหม่ก็จะมีงานทำง่ายขึ้น ส่วนคนที่อยู่ในระบบประกอบการต่าง ๆ จะมีความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น พนักงานหรือบุคลากรต่าง ๆ แม้จะถูกดิสรัปชั่นจากการใช้ออโตเมชั่น แต่ก็มีโอกาสที่จะได้รับค่าตอบแทนที่ดีด้วย”

ย้ำจุดยืน กนง. ควร “ลดดอกเบี้ยเร็วแรง”

ทั้งนี้ด้านมุมมองต่อนโยบายการเงิน “นายกิตติรัตน์” มองว่าเป็นเครื่องมือที่ทำได้ง่าย ซึ่งที่ผ่านมาวาง “จุดยืน” เหมือนเดิมว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ควร “ลดดอกเบี้ยนโยบาย” ให้เร็วและแรง คือหนทางป้องกันความหายนะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเคยพูดเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2566 ซึ่งความเชื่อไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้หลังจากได้ถูกเสนอชื่อให้ไปทำหน้าที่คณะกรรมการ ธปท. แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เห็นการลดดอกเบี้ยเร็วและก็ยังไม่ได้ลดแรง

แต่อย่างไรก็ตามการประชุม กนง. ที่มีมติเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ย” รอบล่าสุด (18 ธ.ค.) ที่ระดับ 2.25% โดยส่วนตัวผมเคารพการตัดสินใจของที่ประชุม กนง.ทั้ง 7 ราย เพราะเป็นคนที่มีเหตุและมีผล

“แต่ถ้าเกิดพูดด้วยภาษาชาวบ้าน “ขอให้เห็นใจเถอะ” เราเคยมียาอยู่ 8 เม็ด เพื่อที่จะรักษาปัญหาโรคที่เราเป็นอยู่ และเผอิญเรากินยาไปแล้ว 1 เม็ด ทำให้เหลือยา 7 เม็ด จะรีบกินตอนนี้ก็จะเหลือยา 6 เม็ด ซึ่งทาง กนง. (คณะแพทย์) เขาก็เลือกไม่กินยาโดยเก็บไว้ก่อน แต่ถ้าเห็นใจกินยาไปอีกเม็ด เราก็ยังเหลือยาอีกตั้ง 6 เม็ด ซึ่งเป็นเรื่องที่จริง ๆ ก็ทำได้ แต่ถ้าเกิดเหลือยาอยู่สัก 2 เม็ด และเลือกไม่กิน ผมก็พอจะเข้าใจเยอะกว่านี้ได้” นายกิตติรัตน์กล่าว

ส่วนที่หลายคนกังวลว่าหากผมได้ถูกมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ผมจะเข้าไปแทรกแซงหน่วยงานทางด้านนโยบายการเงิน คำถามคือความสามารถในการแทรกแซงของผมมีมากกว่านั้น คือผมแทรกแซงฝั่งนโยบายการคลังก็พอได้ด้วย แต่แทรกแซงด้วยความคิด เพราะทั้งสองส่วนผมไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

การเป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติ โดยตำแหน่งไม่ใช่ตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่สั่งการ 3 คณะกรรมการสำคัญ รวมทั้งผู้ว่าการแบงก์ชาติ หรือรองผู้ว่าการแบงก์ชาติ ฉะนั้นการแทรกแซงอะไรคงเป็นการแทรกแซงทางความคิดว่า เรื่องนี้เราควรดูข้อมูลตรงนี้เพิ่มมั้ย เช่นเดียวกันการเป็นผู้ถูกเสนอชื่อ ต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและต้องไม่เป็นกรรมการหรือผู้มีตำแหน่งใดในพรรคการเมือง ดังนั้นคงไม่สามารถไปแทรกแซงฝั่งรัฐบาลได้ มีอย่างเดียวเสนอความคิดเห็นไป ดังนั้นถ้าได้เป็น ผมว่าหน้าที่ต้องเป็นคนเชื่อมให้ทั้งสองฝั่งทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ดี

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกินพอดี

ส่วนอีกประเด็นเรื่องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ มองว่านาทีนี้ “เกินพอดีไปมาก” จึงเป็นปัญหาไม่ใช่ว่าดี การแก้ไม่ให้เกินพอดีก็มีวิธี ฉะนั้นอยากฝากว่าหากเราไม่ทบทวนหลักคิดให้แม่น และเราก็เดินชนกับปัญหาไปในแต่ละวันหรือแต่ละครั้ง เราจะสับสนได้ ดังนั้นมองเห็นปัญหาซะก่อนที่ปัญหานั้นจะสร้างความเสียหายรุนแรง

“ในปี 2540 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของเราควรจะมีไม่น้อยกว่าปริมาณการนำเข้า 6 เดือน แต่ด้วยเหตุการณ์ขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เรามีเงินทุนสำรองน้อยกว่า จึงเป็นปัญหา อัตราดอกเบี้ยก็สูง เพราะสภาพคล่องในประเทศขาดแคลน หลังจากเราปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว เราเริ่มสะสมเงินทุนสำรอง และเงินบาทอ่อนค่าซี่งช่วยรักษาชีวิตประเทศไทยไว้ ตั้งแต่ปี 2541-2543 พอค่าเงินอ่อนแล้วเราก็ส่งออกเก่ง เงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็เพิ่มขึ้น ๆ ระหว่างที่เพิ่มเราก็ดีใจ เพราะลดความแตกต่างของสิ่งที่ควรเป็นกับสิ่งที่มีอยู่จริง จนเพิ่มเกินพอดีไปมาก จึงกลายเป็นปัญหา”

นโยบายการคลังตึงตัว

ด้านนโยบายการคลังขณะนี้ถือว่าตึง ๆ แล้ว แม้ว่าหนี้สาธารณะเมื่อเทียบต่อจีดีพียังอยู่ที่ประมาณ 60% ถ้าเทียบกับหนี้ครัวเรือนสูงกว่านั้นมาก ฉะนั้นการที่นโยบายการคลังจะกัดฟันสลัดหนี้สาธารณะที่มีอยู่ เพื่อเข็นเศรษฐกิจและไปสู่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ไม่ได้หมายถึงทำได้ง่ายนัก เพราะว่าทุก ๆ บาทที่เป็นหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ล้วนแต่มีต้นทุนค่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ก็แปลว่างบประมาณที่เก็บได้ในปีถัดไปก็จะต้องเจียดมาจ่ายดอกเบี้ยในหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นด้วย แล้วงบประมาณที่จะได้ ได้จากการเก็บภาษีที่สูงขึ้น ผูกโยงกับ GDP ที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้นการจะเข็นตรงนั้นไป คนจะใช้นโยบายการคลังต้องคิดหนัก

แนะขึ้นภาษี VAT แค่ครั้งละ 0.25-1%

ขณะที่แนวคิดการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของรัฐบาล “นายกิตติรัตน์” กล่าวถึงว่า ภาษีเป็นแหล่งรายได้ของภาครัฐ เป็นภาระของผู้จ่าย และเป็นกลไกในการปรับแต่งพฤติกรรมของผู้จ่าย ดังนั้นการจะทบทวนโครงสร้างภาษีอยู่เสมอ ๆ เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่เวลาคิดจะปรับโครงสร้างภาษีต้องคิดให้ละเอียดว่าภาษีประเภทไหนควรปรับหรือไม่ปรับควร และถ้าปรับในอัตราใดที่เหมาะสม

เช่น การจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 15% มองว่าเป็นไปไม่ได้ จริง ๆ ใช้ภาษี VAT ที่ 10% มีความเป็นไปได้ เพราะภาษี VAT ของไทยอยู่ที่ 10% มาตั้งแต่ต้น แต่ปรับลงมาที่ 7% หลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง และมีการลดชั่วคราวในลักษณะนี้มาทุก ๆ ปี ดังนั้นการจะปรับภาษี VAT อย่างมากขึ้นไปสู่ระดับ 10% ที่เดิม

แต่อย่างไรก็ตามการปรับเพิ่มภาษี VAT มีผลต่อความรู้สึกของประชาชนเพราะมีภาระเพิ่ม แนวคิดของผมถ้าจะปรับควรปรับขึ้นภาษี VAT แค่ครั้งละ 0.25% หรือ 0.50% หรือ 1% ก็ได้ แต่ต้องสื่อสารให้กับประชาชนเข้าใจด้วยว่าเมื่อเก็บภาษีเพิ่มแล้ว จะนำเงินไปใช้ทำอะไรบ้างเพื่อสร้างความชัดเจน

“สมัยผมดำรงตำแหน่งเป็น รมว.คลัง ช่วงปี 2555-2557 ได้มีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต บุหรี่และสุรา 2 ครั้ง ซึ่งการดำเนินการจะดูให้รอบคอบที่สุด ในฐานะคนคุมนโยบาย และที่สำคัญต้องเป็นความลับที่สุด ไม่ควรจะให้มีข่าวหลุดออกมา เพื่อไม่ให้เกิดการตุนสินค้าหรือเก็งกำไร และถึงเวลาค่อยประกาศ”

ปี 2568 ระวังความเสี่ยง “หนี้เสีย-ค่าเงิน”

ขณะที่ขอเตือนให้มีความระมัดระวังความเสี่ยงปี 2568 จากที่เห็นนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น แต่เราต้องดูแลแนวโน้มเวลาค่าเงินบาทแข็งค่าด้วย เพราะหากในขณะที่ประเทศคู่แข่งในแง่ประเทศแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนค่าเงินอ่อนค่า ถ้าเราไม่ระวัง ผ่านไปอีกสักระยะ นักท่องเที่ยวอาจจะรู้สึกว่ามาเที่ยวประเทศไทยค่าใช้จ่ายแพง และอาจหนีไปเที่ยวประเทศอื่นได้

นอกจากนี้ต้องติดตามภาวะหนี้เสีย (NPL) ของผู้ประกอบการที่ถูกรายงานออกมาเป็นรายเดือนว่าบ่งบอกความรุนแรงขึ้นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้เสียจากสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล-บัตรเครดิต สินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ และสินเชื่อเพื่อการเกษตร ปัญหาเหล่านี้ต้องแก้ให้ทันเวลา ที่สำคัญกว่านั้นการบริหารจัดการเรื่องการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ต้องเร็วด้วย