หลายความเสี่ยงสำคัญที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญในปี 2025 มาจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐที่กำลังเข้ารับตำแหน่งพร้อมหลายนโยบายที่ทำให้ทั่วโลกต้องร้อน ๆ หนาว ๆ ขณะที่ความเสี่ยงอื่น ๆ ที่มีมาก่อนการกลับมาของทรัมป์ก็ยังคงอยู่
องค์กรระหว่างประเทศและสำนักวิจัยหลายสำนักวิเคราะห์ว่า แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2025 จะยังเติบโตได้ แต่ก็อ่อนไหวต่อความเสี่ยงต่าง ๆ มากมาย และการเติบโตยังคงจะเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง ประเทศยากจนยังคงน่าเป็นห่วงมาก เพราะยังไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นได้จากที่ทรุดลงในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19
เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความเสี่ยงอะไรบ้างในปี 2025 “ประชาชาติธุรกิจ” ชวนทบทวนกันอีกครั้ง
สงครามการค้า
นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนอย่างน้อย 60% และจากประเทศอื่น 10% ถึง 20% อาจจะทำให้เกิดสงครามการค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบลากยาวต่อไปหลายปี
นอกจากผลกระทบโดยตรงที่ประเทศต่าง ๆ จะต้องเผชิญจากการที่โดนสหรัฐขึ้นภาษีแล้ว ยังมีผลกระทบทางอ้อมจากการที่ธุรกิจของบางประเทศเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าจีน ไปจนถึงผลกระทบจากการที่สินค้าจีนจะเบี่ยงเบนเส้นทางจากสหรัฐไปหาตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สินค้าจีนเข้ามาง่าย
โพลิซีเซ็นเตอร์ฟอร์เดอะนิวเซาท์ (PCNS) กลุ่มงานวิจัยของโมร็อกโกวิเคราะห์ผลกระทบจากสงครามการค้าว่า ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนเส้นทางการค้าและการย้ายห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่อีกหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้ส่งออกทรัพยากรธรรมชาติและประเทศที่ด้อยพัฒนาที่สุด จะต้องเผชิญกับภาวะที่อัตราส่วนการค้าต่อจีดีพีลดลง
เอสแอนด์พีโกลบอล (S&P Global) วิเคราะห์ว่า ไม่มีผู้ชนะที่แท้จริงในสงครามการค้าที่เริ่มขึ้นโดยสหรัฐ ประเทศต่าง ๆ ที่เผชิญกับภาษีศุลกากรอัตราใหม่ รวมทั้งสหรัฐเอง จะประสบกับการลดลงของการส่งออกและจีดีพี ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่ไม่โดนสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าก็จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากดีมานด์สินค้าที่ลดลง ทำให้ส่งออกได้น้อยลง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องห่วงโซ่อุปทานหรือการตอบสนองต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลง ซึ่งผลกระทบเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่าผลประโยชน์ที่อาจได้รับจากการเปลี่ยนเส้นทางการค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร
ในระยะไกลออกไป มีข้อมูลจากศูนย์วิจัยด้านเศรษฐกิจแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Center for Economic Research : JCER) ที่จำลองฉากทัศน์ความเสี่ยงที่สหรัฐเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 60% และจากประเทศอื่น 20% แล้วประเทศคู่ค้าตอบโต้สหรัฐโดยการเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่เท่ากัน พบว่า ฉากทัศน์นี้จะทำให้มูลค่าการส่งออกทั่วโลก ณ ปี 2035 ลดลง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับกรณีฐานที่ไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น
สำหรับจีน JCER คาดว่า การกีดกันทางการค้าของสหรัฐต่อจีน เมื่อผนวกรวมกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม จะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจจีนแย่ลง
และ JCER มองว่า ผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของโลกในรูปแบบ “การค้าที่ซบเซา” ซึ่งหากปริมาณการค้าโลกลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงที่เกิดวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากจีนจะลดลงประมาณ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ (Percentage Point) เมื่อเทียบกับกรณีฐานที่ไม่มีปัจจัยนี้
เงินเฟ้อสูงอีก-ดอกเบี้ยไม่ลด
อีกความเสี่ยง คือ นโยบายของทรัมป์ที่ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้านั้นเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อสหรัฐพุ่งสูง เพราะสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้กันอยู่ในสหรัฐนั้นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก
ธนาคารเจพีมอร์แกน (JPMorgan) วิเคราะห์ว่า การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าบวกกับการลดภาษีเงินได้ตามนโยบายของทรัมป์ อาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นกว่าสถานการณ์กรณีไม่มีภาษีดังกล่าวประมาณ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ (Percentage Point)
เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐอาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้มากเท่าที่เคยคาดการณ์และคาดหวังกันไว้ก่อนหน้านี้ และจะส่งผลกระทบต่อนโยบายการเงินกับตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกอีกครั้ง
ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ครั้งล่าสุด ก็แสดงให้เห็นความน่ากังวลมากขึ้น เพราะธนาคารกลางสหรัฐได้ส่งสัญญาณแล้วว่าในปี 2025 จะมีการลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐมองว่าในปี 2025 ควรลดดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25%

ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ลุกลามบานปลาย ยังเป็นจุดร้อนที่โลกต้องจับตา โดนัลด์ ทรัมป์ จะช่วยลดดีกรีความเดือดลงได้หรือไม่ หรือความเดือดจะยังคงอยู่ต่อไป
หากสงครามยังคงเดือดต่อจะส่งผลต่อราคาพลังงาน ธัญพืช ปุ๋ย และต้นทุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อราคาสินค้าอย่างทั่วถึง ทำให้ปัญหาค่าครองชีพสูงกระทบกำลังซื้อของครัวเรือนยังคงอยู่ต่อไป
หนี้สาธารณะสูงเกือบท่วมจีดีพีโลก
หนี้สาธารณะเป็นความเสี่ยงหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ในปี 2024 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการว่า ยอดหนี้สาธารณะทั่วโลกมีแนวโน้มจบปีด้วยตัวเลขสูงถึง 100 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 93% ของจีดีพีทั่วโลก โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะของสหรัฐและจีนเป็นหลัก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อไปในปี 2025 จนเข้าใกล้ระดับ 100% ของจีดีพีภายในปี 2030 ทั้งยังเตือนว่า รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ยากลำบากเพื่อที่จะคงระดับหนี้สาธารณะไม่ให้สูงขึ้น
บราฮิมา เอส. คูลิบาลีย์ (Brahima S. Coulibaly) รองประธานและผู้อำนวยการ สถาบันบรูกกิงส์ (Brookings Institution) สถาบันวิจัยเชิงลึกในสหรัฐ แสดงความกังวลว่า ระดับหนี้สาธารณะยังคงเพิ่มขึ้นสูงอย่างน่ากังวล และในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านหนี้สิน
.
ในตอนนี้ ผู้กำหนดนโยบายและตลาดการเงินต่างคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะสามารถผ่านพ้นความเสี่ยงและช่วงเวลาอันเปราะบางไปได้ และธนาคารกลางจะสามารถกลับมามีอัตราดอกเบี้ยปกติได้ แต่ข้อความที่ IMF ส่งสัญญาณเตือนไว้ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุดว่า “เตรียมรับมือกับช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน” ถือเป็นเมสเสจส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จริงใจอย่างยิ่ง