Skip to content

สินเชื่อแบงก์ “หดตัว” ในรอบ 15 ปี ธุรกิจเร่งคืนหนี้-หยุดลงทุน เพราะอะไร ?

28 ธ.ค. 2567 | 18:26น.
สินเชื่อแบงก์ “หดตัว” ในรอบ 15 ปี ธุรกิจเร่งคืนหนี้-หยุดลงทุน เพราะอะไร ?
คอลัมน์ : ระดมสมอง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดคงค้างของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศปิดสิ้นปี 2567 มีโอกาสต่ำกว่าปี 2566 หรือหดตัวลงประมาณ 1.8% ซึ่งนับเป็นการหดตัวลงของสินเชื่อเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2553 หรือในรอบ 15 ปี

ภาพการลดลงของสินเชื่อดังกล่าวมีนัยสะท้อนการปรับตัวทั้งจาก “ฝั่งผู้กู้” และ “ฝั่งสถาบันการเงิน” ในช่วงหลังโควิด-19

โดยในปี 2567 “ผู้กู้” โดยเฉพาะภาครัฐและผู้ประกอบการในภาคธุรกิจ มีการบริหารจัดการสภาพคล่องเพื่อทยอยชำระคืนหนี้และใช้ความระมัดระวังในการก่อหนี้ก้อนใหม่

ขณะที่สถาบันการเงินก็รักษาความสมดุลในการดูแลความเสี่ยงด้านเครดิตสำหรับการให้สินเชื่อใหม่ เร่งปรับโครงสร้างเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เดิมและจัดการกับปัญหาหนี้เสีย (NPLs) ไปพร้อมกัน

สินเชื่อ “บ้าน-รถ” หดตัวหนัก

สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยอาจหดตัวลงในปี 2567 สอดคล้องกับสัญญาณฟื้นตัวช้าของภาพรวมเศรษฐกิจไทย หลังจากที่แรงส่งต่อสินเชื่อรวมทั้งระบบแบงก์ไทยจากสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อย เริ่มทยอยถดถอยลงตั้งแต่ในช่วงไตรมาสที่ 2/2567 โดยแรงฉุดหลัก ๆ ของสินเชื่อธุรกิจมาจากการชำระคืนสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ โดยพบว่าการชำระคืนหนี้เร่งสูงขึ้นตลอด 3 ไตรมาสที่ผ่านมา

และการลดลงอย่างต่อเนื่องของสินเชื่อธุรกิจ SMEs ซึ่งปรับตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้กู้ที่มีความอ่อนไหวต่อสัญญาณฟื้นตัวล่าช้าของภาวะเศรษฐกิจและกลุ่มอุตสาหกรรม

ขณะที่สินเชื่อรายย่อยมีภาพอ่อนแอลงเกือบทุกผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะสินเชื่อที่มีวงเงินต่อสัญญาที่ค่อนข้างสูง ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่หดตัวลงตามภาวะซบเซาของตลาดรถยนต์ใหม่ และการทรุดตัวลงของราคารถมือสอง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ปิดสิ้นปี 2567 จะ “ติดลบ” เป็นตัวเลขสองหลัก

ส่วนสินเชื่อบ้านที่ชะลอตัวลงในหลายเซ็กเมนต์ ตามข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและรายได้ของผู้กู้ ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปยังยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ของสถาบันการเงิน

ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ (PLoans) หดตัวลงท่ามกลางสัญญาณของปัญหา NPLs ที่เพิ่มสูงขึ้น

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งสะท้อนว่ามาตรฐานการให้สินเชื่อภาคธุรกิจและสินเชื่อภาคครัวเรือนมีการปรับให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นสำหรับผู้กู้บางกลุ่ม

ปี’68 สินเชื่อธุรกิจพลิกเป็นบวก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2568 จะยังคงเห็นสินเชื่อของระบบแบงก์ไทยเติบโตอย่างช้า ๆ และอยู่ในระดับต่ำ สอดคล้องกับหลายปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

สินเชื่อธุรกิจมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีกว่าสินเชื่อรายย่อยในปี 2568 โดยคาดว่าสินเชื่อธุรกิจอาจพลิกจากที่หดตัวลงตลอดช่วงปี 2565-2567 มาขยายตัวที่ระดับประมาณ 1.5% ในปี 2568 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบรรยากาศการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐในปี 2568 สามารถทยอยกลับมาดีขึ้นกว่าปี 2567

โดยอาจเริ่มเห็นการเบิกใช้สินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน และสินเชื่อเพื่อการลงทุนของธุรกิจรายใหญ่ ขณะที่การฟื้นตัวของสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงอ่อนแอ ท่ามกลางข้อจำกัดในการฟื้นตัวของธุรกิจ เพราะเผชิญปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ การแข่งขัน และการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม

สำหรับสินเชื่อรายย่อยในระบบแบงก์ไทย คาดว่ายังคงมีแนวโน้มที่จะหดตัวต่อเนื่องในปี 2568 โดยอาจหดตัวลงประมาณ 1.0% ต่อเนื่องจากที่คาดว่าจะหดตัวลงประมาณ 2.0% ในปี 2567 เนื่องจากกรอบการฟื้นตัวที่จำกัดของรายได้ภาคครัวเรือนและภาระหนี้สินที่มีอยู่เดิม มีผลกระทบต่อความสามารถในการก่อหนี้ก้อนใหม่ โดยเฉพาะหนี้ที่มีวงเงินต่อสัญญาที่ค่อนข้างสูง เช่น หนี้บ้าน และหนี้รถยนต์

ทำไมสินเชื่อโตต่ำกว่า GDP

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินภาพสถานการณ์สินเชื่อของระบบแบงก์ไทยในปี 2568 ว่า สินเชื่ออาจเติบโตในระดับต่ำที่ 0.6% แม้จะเป็นระดับที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับที่คาดว่าจะปิดสิ้นปี 2567 ในแดนลบ แต่ก็คงต้องยอมรับว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Nominal GDP Growth) ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบจากความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ที่ไม่เพียงมีผลต่อการเบิกใช้สินเชื่อและความสามารถในการกู้ยืมของทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน

แต่ยังมีผลต่อการพิจารณาความเสี่ยงด้านเครดิตและการเฝ้าระวังดูแลปัญหาคุณภาพหนี้ในฝั่งของสถาบันการเงิน หลังสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) และสินเชื่อที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ (ค้างชำระเกิน 30 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน) ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง