โบรกเกอร์ชี้เก็บภาษีบริษัทข้ามชาติขั้นต่ำ 15% แก่กลุ่มนิติบุคคลขนาดใหญ่ที่มีรายได้ตามงบการเงินรวมของบริษัทแม่สูงสุดไม่น้อยกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท กดดันราคาหุ้น DELTA ดิ่งหนัก ทุบหุ้นไทยร่วงแรง “บล.ฟิลลิป” หั่นกำไร DELTA ปี 2568 ลง 6.2% “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” ชี้กระทบต่อกำไร DELTA ทั้งปี 13% ปัจจุบันเสียภาษีในอัตราแค่ 2% พร้อมมองกระทบกำไร TU ทั้งปีราว 5.7% และ STA กระทบกำไรทั้งปี 3.6%
บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) วันทำการวันแรกของปี 2568 ปิดภาคเช้าที่ 1,381.25 จุด ลดลง 18.96 จุด (-1.35%) โดยแรงกดดันมาจากหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มสื่อสาร กลุ่มประกัน รวมถึงหุ้น CPAXT และ PTT
โดยช่วงบ่ายคาดว่า SET Index ยังคงแกว่งตัวในแดนลบ มองกรอบบริเวณ 1,375-1,385 จุด หลังบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินธุรกิจข้ามชาติ ยังคงมีแนวโน้มเผชิญกับแรงกดดันจากความกังวลต่อกำไรสุทธิในปี 2568 ท่ามกลางอัตราภาษีที่แท้จริงของบางบริษัทที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อันเนื่องมาจาก พ.ร.ก.ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 (Global Minimum Tax) ที่เริ่มระยะเวลาบัญชีหลังวันที่ 1 ม.ค. 2568
ซึ่งจะมีผลใช้บังคับแก่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ (MNEs) ขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในไทยที่มีรายได้ตามงบการเงินรวมของบริษัทแม่ลำดับสูงสุดไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร (2.6 หมื่นล้านบาท) โดยให้เสียภาษีขั้นต่ำทั่วโลกในอัตราไม่ต่ำกว่า 15% เช่น DELTA ที่ราคาหุ้นเช้านี้ปรับตัวลงไป 7.87% (กระทบ SET Index ติดลบ 12 จุด) ซึ่งฝ่ายวิจัยได้ปรับลดคาดการณ์กำไรปี 2568 ลง 6.2% จากประเด็นภาษีข้างต้น

ประกอบกับ SET Index ยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน หลัง PMI ภาคการผลิตเดือน ธ.ค. 2567 ของจีนจากภาครัฐและ Caixin ต่างบ่งชี้ถึงตัวเลขที่แย่ลงจากเดือนก่อนหน้า และกำลังเข้าใกล้ระดับหดตัวหรือต่ำกว่า 50 ด้านปัจจัยติดตามวันนี้ ได้แก่ 1.PMI ภาคการผลิตเดือน ธ.ค. 2567 ของยูโรโซนและสหรัฐ ตลาดคาดที่ 45.2 และ 48.3 จากเดือน พ.ย. 2567 ที่ 45.2 และ 49.7 ตามลำดับ และ 2.ผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ ตลาดคาดที่ 2.22 แสนตำแหน่ง เพิ่มขึ้นจาก 2.19 แสนตำแหน่ง ในการรายงานสัปดาห์ก่อนหน้า
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) รายงานอีกว่า ประเมินเกณฑ์บริษัทที่เข้าเกณฑ์ Global Minimum Tax และอาจต้องถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มเป็น 15% ได้แก่ DELTA, TU และ STA ส่วน CPF ไม่กระทบเพราะจ่ายภาษีเกิน 15% อยู่แล้ว และมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ภาษีต่ำกว่า 15%
โดย DELTA ปัจจุบันเสียภาษีในอัตรา 2% ส่วนใหญ่เป็นฐานรายได้จากในไทยเป็นหลัก แม้มีฐานผลิตที่อินเดียและสโลวาเกีย แต่สัดส่วนของกำไรที่ต้องเสียภาษีน้อยมาก ดังนั้นกรณีกำหนดให้ภาษีเพิ่มเป็น 15% จะกระทบต่อกำไรทั้งปีที่ 13%
TU ปัจจุบันทั้งกลุ่มเสียภาษีในอัตรา 7.6% โดยฐานภาษีในประเทศอื่นเกิน 15% อยู่แล้ว มีเพียงฐานรายได้ในไทยที่ปัจจุบันได้ BOI อาจถูกกระทบในส่วนนี้ กรณีภาษีขึ้นเป็น 15% คาดทำให้อัตราภาษีของ TU ขยับขึ้นเป็น 11.3% จะกระทบต่อกำไรทั้งปีราว 5.7%
STA เราใช้สมมุติฐานอัตราภาษีสำหรับปี 2568 อยู่ที่ 12% ดังนั้นหากถูกปรับขึ้นเป็น 15% (กำหนดให้ปัจจัยอื่นคงที่) จะกระทบกำไรทั้งปีเพียง 3.6% ถือว่าจำกัด
ขณะที่หลังจากนี้ต้องเสนอ พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบ หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนของสภาต่อไป เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปี 2568
อย่างไรก็ตาม ยังเป็นการประเมินเบื้องต้น ซึ่งยังต้องติดตามรายละเอียดวิธีการคำนวณของภาครัฐ รวมถึงแนวทางการช่วยเหลือหรือการผ่อนปรนของ BOI ด้วย