Skip to content

ปี’68 พาณิชย์ตั้งเป้าส่งออก 2-3% ยอมนำเข้าสินค้าเกษตรรับมือ “ทรัมป์ 2.0”

05 ม.ค. 2568 | 09:46น.
ปี’68 พาณิชย์ตั้งเป้าส่งออก 2-3% ยอมนำเข้าสินค้าเกษตรรับมือ “ทรัมป์ 2.0”

ประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกตั้งเป้าส่งออกปี’68 โตลดลง เหลือแค่ 2-3% ขณะที่ลดเป้าส่งออกสหรัฐเหลือ 5% จากที่โตปีก่อนหน้าถึง 13.3% จับตานโยบายทรัมป์ 7 ข้อกระทบส่งออกไทย ชี้อาจต้องยอมให้นำเข้าหมูลดแรงกดดัน เร่งโปรโมตข้าวไทย ซอฟต์พาวเวอร์ จับคู่เอสเอ็มอี สนองนโยบายรัฐบาล

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุ เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้มีการประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกทั้ง 58 แห่ง ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อวางเป้าหมายการส่งออกของไทยในปี 2568 ซึ่งตั้งเป้าส่งออกทั้งปีอยู่ที่ 2-3% หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2567 เติบโต 4% สาเหตุเป้าหมายลดลงฐานปีที่ผ่านมาสูง แหลายละมีปัจจัย ทั้งสงครามการค้า สงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออก แต่ทั้งนี้ เป็นเพียงเป้าหมายการทำงานที่ต้องการเดินหน้า

นางสาวเกษสุรีย์ วิจารณกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เป้าหมายส่งออกไปสหรัฐปี 2568 เติบโตที่ 5% ขณะที่ ส่งออกไปสหรัฐ 11 เดือนแรกปี 2567 มีมูลค่า 50,297 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 13.3% ซึ่งนางสาวสุนันทา กังวานกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้มอบหมายให้สำนักงานศึกษาและติดตามนโยบายนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ หรือ “ทรัมป์ 2.0” จะกระทบการส่งออกไทย พร้อมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้าไทยในปี 2568

7 นโยบายกระทบส่งออกไทย

ทั้งนี้ สำนักงานได้ติดตามและประเมินนโยบาย “ทรัมป์ 2.0” ไว้ 7 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.นโยบายลดภาษีรายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและต่อสภาพคล่องทางธุรกิจ ดีกับการส่งออกไทย 2.นโยบายการลดความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าเป็นผลดีต่อไทย อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใช้น้ำมันและอะไหล่ที่ยังคงมีอยู่จำนวนมากในไทยอีกทั้งราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง รวมทั้งส่งผลต่อการยืดระยะเวลาการปรับตัวของอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย แต่ในทางกลับกัน การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวกับพลังงานทางเลือก ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งสินค้า BCG อาจมีดีมานด์ลดลง

3.นโยบายด้านสาธารณสุข ซึ่งทรัมป์ 2.0 ต้องการลดค่ายาและเวชภัณฑ์สำหรับชาวอเมริกัน อาจเป็นโอกาสในการส่งเสริมให้ไทยเป็นแหล่งผลิตยาและเวชภัณฑ์ทางเลือกสำหรับสหรัฐ รวมทั้งอาจขยายความร่วมมือการวิจัยพัฒนาในอนาคตด้วย 4.นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐ อยากเห็นค่าเงินสหรัฐอ่อนค่าลงกว่าในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มจุดแข็งในการแข่งขันด้านการค้า

ยอมนำเข้าหมูมะกันลดแรงกดดัน

5.นโยบายการค้าเป็นธรรม (Fair Trade) ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ มุ่งเน้นการค้าต่างตอบแทน (Reciprocity) รวมทั้งหากประเทศใดมีมูลค่าขาดดุลการค้าสูงจะหมายถึงการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair) และเลือกปฏิบัติ (Discriminatory) ซึ่งจากตัวเลข 10 เดือนแรกปี’67 ไทยอยู่อันดับที่ 11 หากมีการตอบโต้จริงจัง อาจจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐ เพื่อกดดันให้ไทยลดมูลค่าขาดดุลการค้าในอนาคต รวมทั้งสหรัฐอาจจะต่อรองให้ไทยต้องเปิดรับสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น เช่น สินค้าเกษตร หรือในกรณีผลิตภัณฑ์เนื้อหมู ซึ่งไทยอาจเจรจารับสินค้าเกษตรบางตัว หรืออาจหาแนวทางเพิ่มการลงทุนในสหรัฐ

6.นโยบายสนับสนุนการย้ายฐานการผลิตกลับสู่ประเทศ ในระยะสั้น-กลาง จะเป็นผลดีต่อไทย เนื่องจากการย้ายฐานอาจทำได้ไม่เร็วนัก และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเพื่อทดแทน อาจเพิ่มการลงทุนจากบริษัทที่จะย้ายฐานการผลิตมายังประเทศที่สาม ไทยอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสหรัฐในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

7.นโยบายการขึ้นภาษีนำเข้า (Tariffs) โดยนักวิชาการจากหลายสถาบันได้ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ว่าหากสหรัฐมีนโยบายแบบ Extreme ขึ้นภาษีจีน 60% และประเทศอื่น ๆ 10% โดยมีการตอบโต้จากประเทศต่าง ๆ อาจส่งผลให้ GDP สหรัฐในปีหน้าลดเหลือ 0.5-1.1% และเงินเฟ้อจะขึ้นถึง 6.7-7.0 ทำให้ส่วนใหญ่มองว่าการขึ้นภาษีรุนแรงในครั้งเดียวอาจไม่เกิดขึ้น หรือถ้าเกิดน่าจะหวังผลในการเจรจาต่อรอง และเลือกเป็นรายสินค้า ไม่ใช่ทั้งหมด

โหมโปรโมตข้าวไทยในเมกา

นางสาวเกษสุรีย์กล่าวว่า เพื่อให้การส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 5% ทางสำนักงานได้วางกลยุทธ์และแผนงานเพื่อผลักดันการส่งออก โดยการขยายสินค้าอาหารในภูมิภาคอเมริกาเชิงรุกในปีหน้าซึ่งโครงการหลักคือโครงการข้าว เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จะทำงานร่วมกับ Influencer Chef/สถาบันอาหารชื่อดัง CIA/James Bread Foundation การจัด In-Store Promotion เน้นในละตินอเมริกา

นอกจากนี้ การผลักดันการสร้างแบรนด์และมูลค่าเพิ่มของสินค้าไลฟ์สไตล์ นำดีไซเนอร์ SMEs กว่า 100 แบรนด์หาช่องทางขยายตลาดในนิวยอร์ก โครงการนำคณะผู้ประกอบการวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างมาประเทศแถบทะเลแคริบเบียน รวมทั้งสินค้าอะไหล่และชิ้นส่วนยานยนต์ เข้าร่วมงานแสดงสินค้า AAPEX 2024 ที่ลาสเวกัส ยกระดับธุรกิจบริการของไทยควบคู่กับการส่งเสริม Soft Power นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน American Film Market ที่ลาสเวกัส และมีแผนจะนำ Series Y ไปโปรโมตในฝั่ง West ด้วย ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ เชื่อมั่นจะทำให้การส่งออกของไทยในสหรัฐขยายตัวดีขึ้น