คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
การเข้ามามีบทบาทสำคัญและดูเหมือนทรงอิทธิพลในรัฐบาลสหรัฐ แทบจะไม่ต่างจากประธานาธิบดี ของ “อีลอน มัสก์” มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน เจ้าของสเปซเอ็กซ์ เทสลา และอื่น ๆ ทำให้เขาถูกขนานนามว่า “ท่านประธานาธิบดีมัสก์” หรือ “ท่านประธานาธิบดีร่วม” แต่พิเศษตรงที่ว่า เขาไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย
“อีลอน มัสก์” เป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กับโดนัลด์ ทรัมป์ ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทำให้เขาได้รับรางวัลใหญ่จากประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วยการมอบหมายให้เขาเป็นหัวหน้าทีม “กระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล” หรือ DOGE ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่ ภารกิจหลักคือ “หั่นงบประมาณ” และสั่งยุบ-รื้อ-ยกเลิก หลายหน่วยงานของรัฐบาล อ้างว่าเพื่อลดหนี้ของประเทศ อย่างที่เป็นข่าวครึกโครมและสร้างความโกลาหลปั่นป่วนในอเมริกาอยู่ในขณะนี้
เมื่อมีคนตั้งคำถามว่า อีลอน มัสก์ เข้ามาร่วมงานในรัฐบาลในสถานะอะไร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบว่า “ลูกจ้างพิเศษ” ของรัฐบาล
เมื่อเป็น “ลูกจ้างพิเศษ” ก็หมายความว่า อีลอน มัสก์ ไม่ต้องทำตามกฎระเบียบใด ๆ เพื่อป้องกัน “ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือปัญหาจริยธรรม เพราะไม่ต้องเปิดเผยผลประโยชน์ทางการเงินต่อ “สำนักงานจริยธรรมของรัฐบาล” หรืออีกนัยหนึ่งไม่ต้องเปิดเผยทรัพย์สิน ผลประโยชน์ตัวเองต่อสาธารณะ
ต่างจากคณะรัฐมนตรี หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี ที่จะต้องเปิดเผยทรัพย์สินต่อสาธารณะ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน จากการที่มัสก์มีสัมพันธ์ลึกทางธุรกิจกับรัฐบาลกลาง
หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ มัสก์ไม่รอช้าที่จะลดขนาดและงบประมาณของหน่วยงานรัฐบาลกลาง โดยทีมงานของ DOGE ได้โพสต์บนโซเชียลมีเดีย X ว่า ใน 2 สัปดาห์แรกได้ตัดงบประมาณของหน่วยงานรัฐบาลกลาง 30 แห่งที่เกี่ยวข้องกับโครงการ “ความหลากหลายและการมีส่วนร่วม” ของรัฐบาลยุคโจ ไบเดน มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ ด้วยการยกเลิกสัญญาจ้างงานที่มีกับหน่วยงานเหล่านั้น
อีกทั้งยังยกเลิกอีกหลายร้อยสัญญาของรัฐบาลกลาง รวมถึงการยกเลิกการบอกรับสมาชิกกับสื่อ ไม่ว่าจะเป็น “โพลิติโค”, นิวยอร์ก ไทม์ส และเอพี ที่มัสก์อ้างว่าสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง และนาซา หลายล้านดอลลาร์
เอบีซี นิวส์ สื่อของสหรัฐรายงานว่า ในขณะที่อีลอน มัสก์ เป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติการ “รีดไขมัน” หั่นงบประมาณรัฐบาลในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่กลับปรากฏว่า “บริษัท” ของเขากลับได้รับสัญญาจ้างงานจากรัฐบาลมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สเปซเอ็กซ์และเทสลาได้รับสัญญางานจากรัฐบาลกลางอย่างน้อย 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้เป็นของสเปซเอ็กซ์มากที่สุด 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหรัฐหรือนาซาเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของสเปซเอ็กซ์
นอกจากนั้น บริษัทของมัสก์ยังเป็นผู้รับเหมาของกระทรวงกลาโหมด้วยมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ แต่อีลอน มัสก์และตัวแทนของเขาไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ กับเอบีซี นิวส์ ที่ร้องขอคำตอบไป
โนอาห์ บุ๊กไบน์เดอร์ ประธานกลุ่มพลเมืองเพื่อความรับผิดชอบและจริยธรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนการมีจริยธรรมของรัฐบาล ชี้ว่าความโปร่งใสของมัสก์และ DOGE เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเขามีความสัมพันธ์ทางการเงินอย่างลึกซึ้งกับรัฐบาลกลาง
“เขามีสิ่งจูงใจที่จะตัดลดงบประมาณอื่น ๆ ของรัฐบาล แต่ยกเว้นไม่ตัดงบประมาณที่เขาได้ประโยชน์หรือไม่ การตัดสินใจลดงบฯ อยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเปล่า เรายังไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้น แต่เรารู้ว่ามันมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน”
นักการเมืองพรรคเดโมแครตจำนวนหนึ่งได้เข้าชื่อกันยื่นจดหมายไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ รวมทั้งสำนักงานจริยธรรมรัฐบาล แสดงความกังวลว่าบทบาทของมัสก์ใน DOGE อาจก่อปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเขารับงานจากรัฐบาล หรือเป็นผู้รับเหมาของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง เพราะตามมาตรา 18 ของประมวลกฎหมายสหรัฐ ห้ามเอาไว้อย่างชัดเจน ไม่ให้ “ลูกจ้างรัฐบาลกลาง รวมทั้งลูกจ้างพิเศษของรัฐบาลอย่างมัสก์มีส่วนร่วมในกิจการรัฐบาลที่จะกระทบต่อผลประโยชน์ทางการเงินของเขา รวมทั้งต่อผลประโยชน์ของบุคคลที่มัสก์มีสัมพันธ์ด้วยนอกรัฐบาล”
ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า การใช้อำนาจอย่างกว้างขวางของอีลอน มัสก์ ใน DOGE ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รวมทั้งภาคธุรกิจนั้น ว่าไปแล้วพวก “บริษัทขนาดใหญ่” ในอเมริกา เป็นหนึ่งในเพียงไม่กี่สถาบันที่สามารถยับยั้ง ขัดขวาง ติงเตือนมัสก์ได้ แต่พวกเขาก็ไม่ทำ กลับเลือกที่จะเงียบเสียง ทั้งที่อุตสาหกรรมล็อบบี้ในสหรัฐใช้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ในแต่ละปี เพื่อล็อบบี้นักการเมืองในสภาคองเกรส แต่ทำไมครั้งนี้พวกเขาเลือกที่จะเฉย ทั้งที่มัสก์เข้าแทรกแซงข้อมูลอ่อนไหวของรัฐบาล อย่างเช่นพยายามจะเข้าถึงระบบจ่ายเงินของกระทรวงการคลัง ซึ่งเสี่ยงจะทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ตกอยู่ในอันตราย หรือแม้กระทั่งสั่งลบข้อมูลสาธารณะออกจากเว็บไซต์รัฐบาล
สาเหตุที่ทำให้บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่เงียบเสียงนั้นไม่ซับซ้อน เพราะพวกนักธุรกิจต้องการอยู่ 2 อย่างคือ 1.อัตราภาษีที่ต่ำ ๆ 2.การผ่อนคลายกฎระเบียบต่าง ๆ ดังนั้น ถึงแม้บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะมีเงินมากที่สุด มีทนายความที่ยอดเยี่ยมที่สุด ก็อย่าหวังพึ่งพาว่าพวกเขาจะใช้ทรัพยากรเหล่านี้ในการกดดันมัสก์ ต่างจากตอนที่ทรัมป์ประกาศจะเก็บภาษีจากแคนาดา เม็กซิโก นั้น พวกกลุ่มนักธุรกิจต่างส่งเสียงคัดค้านไปยังประธานาธิบดี
การเงียบเสียงของบริษัทต่าง ๆ ในอเมริกา แม้ไม่ใช่สิ่งที่เกินคาดหมายอย่างสิ้นเชิง แต่จะเห็นว่าก่อนหน้านี้บรรดาบริษัทได้พยายามเพิ่มอำนาจตัวเองในการปกป้องชุมชนชายขอบที่ไร้โอกาสและปกป้องสถาบันประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่แล้วหมดความสนใจที่จะแสดงบทบาทเพื่อชุมชนหรือประชาธิปไตย
แคทรีน แอนน์ เอ็ดเวิร์ดส์ นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทั้งที่อุตสาหกรรมการเงินควรส่งเสียงไปยังรัฐบาลว่า “คุณกล้ามายุ่งกับข้อมูลที่พวกเราใช้ในการทำนายตลาดได้อย่างไร แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรจากพวกเขาเลย พวกเขาชอบภาษีน้อย ๆ มันดูเหมือนว่าพวกเขายอมขายจิตวิญญาณไปแล้ว”