กรมศุลรับชำระอากรจุดเดียว เปิดช่องทางผู้ประกอบการจ่ายภาษีครบ
กรมศุลฯจัดวันสต็อปเซอร์วิสรับชำระ “อากรขาด” เพิ่มความสะดวกผู้นำเข้า/ส่งออกจ่ายภาษีไว้ไม่ครบแต่บริสุทธิ์ใจ เผยกฎหมายใหม่เว้นค่าปรับ-ไม่เว้นเงินเพิ่ม เผยชี้กรมมีมาตรการจูงใจลดเงินเพิ่มให้กรณีชำระใน 3 ปี ด้านการแก้ปัญหาขยะพิษจับมือกรมโรงงานฯออก 6 มาตรการล้อมคอก
นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรมศุลกากรได้จัดทำโครงการรับชำระภาษี ณ จุดเดียว (วันสต็อปเซอร์วิส) ขึ้นมา ภายใต้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ.ศุลกากรฉบับใหม่) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการที่ชำระภาษีไว้ไม่ถูกต้อง/ไม่ครบถ้วน และต้องการเข้ามาชำระภาษีให้ถูกต้อง (voluntary audit) เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ซึ่งจะต้องเสียทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

“บางทีผู้ประกอบการอาจจะไม่แน่ใจว่าเดิมตัวเองเสียภาษีไว้ถูกต้องหรือไม่ หรือเห็นว่าตัวเองชำระภาษีไว้ไม่ถูกต้อง อยากเข้ามาชำระให้ถูกต้อง ก็สามารถเข้ามาจ่ายได้ที่จุดบริการวันสต็อปเซอร์วิสของสำนักตรวจสอบอากร กรมศุลกากร เพียงจุดเดียว จากเดิมที่หากผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าผ่านหลายด่าน จะต้องไปชำระที่แต่ละด่านนั้น ๆ ซึ่งตั้งแต่เริ่มโครงการมาในเดือน เม.ย.2561 ถึงขณะนี้ มีมาชำระภาษีแล้ว 30 ราย ซึ่งจะได้รับยกเว้นค่าปรับ แต่ยังคงต้องเสียเงินเพิ่มตามกฎหมายใหม่” นายชัยยุทธกล่าว
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ภายใต้ พ.ร.บ.ศุลกากรฉบับเดิม ก็มีโครงการตรวจสอบการเสียภาษีอากรให้ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก ระหว่างปี 2559-2560 ซึ่งปรากฏว่าตลอด 2 ปี (1 ม.ค. 2559-30 ส.ค. 2560) มีผู้ประกอบการที่ชำระภาษีไม่ครบถ้วนเข้าร่วมโครงการ รวมจำนวน 401 ราย คิดเป็นยอดชำระอากรทั้งสิ้น 1,268 ล้านบาท โดยในโครงการดังกล่าว ผู้ประกอบการจะได้รับการผ่อนผันค่าปรับ และไม่ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตรา 1% ต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระ
รายงานข่าวแจ้งว่า หลังกฎหมายใหม่บังคับใช้ กรมศุลกากรได้ออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การลดเงินเพิ่ม พ.ศ. 2560 เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการที่จ่ายภาษีไว้ไม่ครบถ้วนมาชำระให้ถูกต้อง ด้วยการลดเงินเพิ่มให้จากเดิม 1% ต่อเดือน เป็นหากชำระใน 1 ปี จะเสียแค่ 0.25% ต่อเดือน หรือชำระเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี จะเสีย 0.50% หรือ เกิน 2 ปีแต่ไม่เกิน 3 ปี จะเสีย 0.75%
นอกจากนี้ โฆษกกรมศุลกากรกล่าวถึงกรณีสถานการณ์และมาตรการการนำเข้า ส่งออก ขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติกที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ว่า เป็นผลสืบเนื่องจากในปี 2560 ประเทศจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2561 นี้ ส่งผลให้มีการนำเข้ามาประเทศไทย โดยมีสัดส่วนการนำเข้าและมีการจับกุมการกระทำความผิดปริมาณมากที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ และสำนักงานตรวจสินค้าลาดกระบัง
อย่างไรก็ดี สินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ต้องมีใบอนุญาตนำเข้าจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมากรมโรงงานฯก็มีการยกเลิกใบอนุญาตผู้ประกอบการที่ทำผิดเงื่อนไขไป 5 บริษัทแล้ว จากผู้ได้รับอนุญาตทั้งหมด 7 บริษัท ส่วนกรมศุลกากรเป็นเพียงหน่วยงานต้นทางเท่านั้น
ด้านนายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ในฐานะรองโฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เห็นชอบแนวปฏิบัติร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาขยะที่ทำไม่ถูกต้อง ได้แก่ 1) จัดทำฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างกรมศุลฯและกรมโรงงานฯ (big data) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และนำมาวิเคราะห์บริหารความเสี่ยง 2) กรมศุลฯจะเอกซเรย์เข้ามาตรวจสอบตู้สินค้าทุกตู้ 100% จากเดิมที่ใช้วิธีสุ่มตรวจ 3) เมื่อพบการกระทำความผิดจะทำการผลักดันสินค้าออกไปและให้ผู้นำเข้ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
4) ทำการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) สำหรับบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตในการนำเข้า 5) ตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อกำหนดมาตรการอุดช่องโหว่ และกำหนดมาตรการเพิ่มโทษในกรณีที่มีการกระทำความผิด และ 6) กรณีบริษัทที่กระทำความผิด ทางกรมศุลฯจะส่งข้อมูลให้กรมโรงงานฯเพื่อยกเลิกใบอนุญาตต่อไป