เยี่ยมชมบรรยากาศที่ทำงาน Facebook-Google (จบ)
คอลัมน์ Pawoot.com
โดย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
และเมื่อผมเดินไปถึง “กูเกิล”น่าเสียดายที่ครั้งนี้ติดต่อคนที่รู้จักไม่ทันเลยได้แค่เดินดูบรรยากาศข้างใน ไม่มีใครให้รายละเอียดลึก ๆ อารมณ์ของ “กูเกิล” คล้ายกับมหาวิทยาลัย จริง ๆ ทั้งกูเกิล และเฟซบุ๊กมีความเหมือนกัน คือ ด้วยความที่เป็นพื้นที่ระนาบใหญ่ เป็นแคมปัสขนาดใหญ่จึงมีจักรยานให้ใช้ได้ฟรี แต่ถ้าถามถึงบรรยากาศข้างในโดยผมดูจากที่เคยไปที่สิงคโปร์ที่จะมีความเหมือนกันคือ มีอาหารฟรี มีทุกอย่างฟรีหมด
แต่สำหรับ “กูเกิล” เท่าที่อ่านมามีคนอยู่ 2 ชนชั้น คือกลุ่มคนที่เป็นเอนจิเนียร์ ทำเรื่องนวัตกรรม จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษตลอด 24 ชั่วโมง มีอาหารฟรีทั้งเช้า กลางวัน เย็น กับอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นฝั่งบิสซิเนส อาหารฟรีมีแค่เช้าและกลางวัน ส่วนเย็นไม่มี เสาร์อาทิตย์ไม่มี การดูแลเรื่อง “คน” ของเขาชัดเจนมาก โดยรวมเท่าที่เดินดูแล้วเห็นว่าเขาดูแลคนของเขาอย่างดีมาก ๆ
ทั้งกูเกิลและเฟซบุ๊กด้วยความที่อยู่ไกลจากตัวเมืองมากเพราะต้องการพื้นที่เยอะ จึงต้องเตรียมอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้ครบ เพื่อดึงคนให้อยู่กับเขานาน ๆ จะเห็นว่าวัฒนธรรม free food โตที่อเมริกาอย่างมาก เขาจึงมีทุกอย่างให้ฟรี อาหารฟรี นวดฟรี มีรถบัสรับส่งจากตัวเมือง ก็เพื่อให้คนอยู่กับเขานาน ๆ สิ่งนี้ลามออกมาเป็นวัฒนธรรมไปทั่วโลกเลย
วิธีการจัดการเรื่องของอาหาร พวกเขาเชื่อว่าอาหารหรือการอิ่มมีผลต่อการทำงาน ถ้ามีอาหารอยู่ตลอดเวลา สมองจะคิดและทำงานตลอดเวลาเช่นกัน ในแง่การจัดโต๊ะทำงานของพนักงานจะอยู่ไม่ห่างจากไมโครคิตเช่น ครัวเล็ก ๆ มีอาหารเต็มตลอดเวลา และยังใส่ใจ ถึงอาหารที่มีความหวานหรือน้ำตาลเยอะ ๆ จะเอาไปวางไว้ล่าง ๆ ให้หยิบยาก ๆ อะไรที่เฮลตี้จะวางไว้บน ๆ
สิ่งนี้คือจิตวิทยาในการออกแบบสิ่งแวดล้อมให้คน เขายังสังเกตด้วยว่าอะไรที่ไม่ค่อยถูกกินจะโละออกเอาอันใหม่เข้ามาแทน ร้านอาหารไหนที่คนกินน้อยเขาจะเอาออกไปเลย เพราะถือว่าร้านหรือสินค้านี้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพนักงานของเขาได้
ตรงนี้สำคัญมาก จึงบอกได้ว่า”กูเกิล” เป็นองค์กรที่เป็นต้นแบบของบริษัทอินเทอร์เน็ต บริษัททางด้านเทคโนโลยีหรือพวกเทคสตาร์ตอัพในโลกนี้ “กูเกิล” กลายเป็นบริษัทที่เปลี่ยนวัฒนธรรมในการทำงานที่ตอนนี้เปลี่ยนไปหมดแล้วทั้งในซิลิคอนวัลเล่ย์และลามไปถึงบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกด้วย
ในไทยก็เหมือนกัน ผมไปดูประกาศรับสมัครงานของเทคสตาร์ตอัพเดี๋ยวนี้ต้องบอกความสะดวกสบายที่บริษัทมีให้ เช่น ใกล้รถไฟฟ้า มีอาหารกลางวันฟรี มีปาร์ตี้สุดสัปดาห์ ถึงจะดึงคนเข้าไปได้
สิ่งเหล่านี้เริ่มเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนในวงการเทคโนโลยีมาอยู่กับองค์กรได้
ผมอยากให้หลายท่านลองหันกลับมาพิจารณาว่าวัฒนธรรมในการทำงานเปลี่ยนไปมากจริง ๆ กฎที่เคยคิดว่าใช่ก็อาจไม่ใช่อีกต่อไป หากคุณจะปรับองค์กรรับคนรุ่นใหม่มา แต่ยังมีวัฒนธรรมหรือวิธีการทำงานแบบเดิม ๆ ก็จะไม่สามารถรับคนกลุ่มนี้เข้ามาได้เลย
หากคุณคิดจะเปลี่ยนหรืออยาก transformation องค์กร ไม่ใช่เปลี่ยนแค่ business model อย่างเดียว ต้องกลับมาเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน และการดูแลคน
เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญเช่นกันหากเราอยากได้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานด้วย