เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
เศรษฐกิจภูมิภาค CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
“พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
Real Estate “พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
Real Estate ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
ดูทั้งหมด

“ผาสุก” ไข 3 ปริศนาความเหลื่อมล้ำ เก็บภาษีความมั่งคั่ง ปูทางรัฐสวัสดิการ

24 มิ.ย. 2561 | 22:58น.

4 ปีแล้วที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี-คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน โดยยก “ต้นเหตุ” ของความเหลื่อมล้ำเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งทางการเมือง

“ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์-เชี่ยวชาญเศรษฐกิจและการเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทำวิจัยเรื่องการคอร์รัปชั่น-ความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยมาอย่างยาวนานและเจ้าของรางวัลฟูกูโอกะ ประจำปี 2560 องค์ปาฐกถาพิเศษ “ดิเรก ชัยนาม” ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ปริศนาความเหลื่อมล้ำ”

“ศ.ดร.ผาสุก” เริ่มต้นกล่าวปาฐกถาแห่งปี-เปรียบเทียบความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยกับต่างประเทศว่า ปรากฏขึ้น “หลายมิติ” ทั้งมิติวัฒนธรรม เชื้อชาติ ศาสนา รายได้ ความมั่งคั่ง การเข้าถึงสวัสดิการสาธารณะ นอกจากนี้ยังมีความเหลื่อมล้ำที่ “แอบแฝง” ที่มองไม่เห็น แต่ความเหลื่อมล้ำแต่ละประเภทล้วนเกี่ยวโยงกัน

กว่า 30 ปี “ศ.ดร.ผาสุก” ได้ศึกษาปัญหาความเหลื่อมล้ำในมุมของเศรษฐศาสตร์-การเมืองเพื่อตอบคำถาม “ปริศนาความเหลื่อมล้ำ” ในสังคมไทย ประกอบด้วย 3 ปริศนา

ปริศนาที่หนึ่ง ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาหรือไม่ ? เป็นปัญหาแน่นอน นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากได้เปลี่ยนแนวความคิดที่ว่าความเหลื่อมล้ำไม่ใช่ประเด็นสำคัญ-ควรมีความเหลื่อมล้ำบ้างเพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนทำงานหนัก-ทำให้เศรษฐกิจเติบโตและคนรวยมีเงินลงทุนมากและเห็นพ้องต้องกันว่า ความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอุปสรรค ทำให้เศรษฐกิจชะงักงัน

“จากความเชื่อที่ว่าความเหลื่อมล้ำ ทำให้เศรษฐกิจโตเร็ว ขณะนี้นักเศรษฐ-ศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันข้าม…ประเทศที่เหลื่อมล้ำสูง ยิ่งโตช้าลง เกิดความวุ่นวายไม่รู้จบ เศรษฐกิจอยู่กับที่ หรือเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน”

ภายหลังก่อการรัฐประหาร-เถลิงเป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อสาธารณชนใจความว่า ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศและเป็นความสำคัญระดับต้น ต้องมีนโยบายเพื่อแก้ไข

“แต่เมื่อความวุ่นวายจางหาย ประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำหลุดออกจากความสนใจ รัฐบาลและ คสช.ถูกวิจารณ์ว่า ไม่ได้มีความคิดริเริ่มนโยบายใหม่ ๆ ที่จะลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ”

อย่างไรก็ตาม “ศ.ดร.ผาสุก” กล่าวว่า To be fair…ยุทธศาสตร์ชาติ-แผนปฏิรูปประเทศ 6 ด้านของรัฐบาล-คสช.ได้รวมยุทธศาสตร์ด้านความเสมอภาค-ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมไว้ด้วยและดำเนินนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 2-3 เรื่อง ได้แก่

กฎหมายภาษีมรดก กว่าจะผ่านได้ถูกแก้ไขเอาใจผู้มีทรัพย์และเปิดช่องให้เลี่ยงภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และอาจจะป้องกันไม่ให้ถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

บัตรคนจน เป็นห่วงว่ากรอบความคิดและวิธีทำไม่ได้มาจากสิทธิของประชาชน ซึ่งรัฐบาลต้องตอบสนองเนื่องจากเงินที่ใช้เป็นภาษีที่ประชาชนจ่าย แต่ประหนึ่งเหมือนการกุศลทำอย่างเร่งด่วน ไม่ได้ประเมินว่าผู้ได้รับจะตรงเป้าหรือไม่

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ยังต้องพึ่งเงินและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาค โดยรัฐบาลกำหนดว่า จะลงขันให้ปีละ 1,000 ล้านบาท เมื่อไม่ได้รับงบประมาณทั้งหมดอย่างชัดเจนเป็นประจำจนเป็นข้อกังขาว่า ทำได้ผลหรือไม่

“ศ.ดร.ผาสุก” กล่าวโดยสรุปว่า ขณะที่นโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำมีน้อยแต่นโยบายเพิ่มช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจนกลับมีมาก

“ทีมเศรษฐกิจของ คสช.บอกชัดว่า ความเหลื่อมล้ำจะลดลงเอง เมื่อเศรษฐกิจเติบโตเร็วจากผลของเศรษฐกิจไหลเวียนจากโครงการขนาดใหญ่ เช่น EEC เป็นนัยว่า ไม่ต้องมีนโยบายหรือปฏิรูปอะไรพิเศษอีกก็ได้ ดังนั้นภายใต้แนวนโยบายการเมืองปัจจุบันไม่อาจคาดหวังว่าความเหลื่อมล้ำจะลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคตอันใกล้ในประเทศไทย”

“ศ.ดร.ผาสุก” ตั้งโจทย์-ตอบคำถามว่า ขณะนี้การพูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำและทางออกเหมือนในช่วง 4 ปีที่แล้วหายไป แต่ความรู้สึกของสังคมที่รู้สึกว่าไม่แฟร์หายไปหรือไม่ ?

ปริศนาที่สอง ต้องใช้เงินแก้ปัญหาจำนวนมากหรือไม่ ? เป็นการตั้งคำถาม-วิธีคิดที่ผิด ต้องตั้งคำถามว่า ต้นทุนของการเป็นสังคมความเหลื่อมล้ำสูงเท่าใด ? ซึ่งปัจจุบันความเหลื่อมล้ำสูงเป็นต้นทุน (cost) ที่มองไม่เห็น

“ศ.ดร.ผาสุก” ยกผลการศึกษา-วิจัยพบว่า ต้นทุนของความเหลื่อมล้ำมี 3 เรื่องใหญ่ 1.เศรษฐกิจโตช้าลง 2.เกิดปัญหาสุขภาพ 3.เสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ ประจักษ์จาก 10 ปีของความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านร้อยละ 1-2 ต่อปี ถ้าไม่มีปัญหาดังกล่าวจีดีพีจะเพิ่มได้ร้อยละ 15

“ศ.ดร.ผาสุก” ชี้ทางออกจากกับดักความเหลื่อมล้ำ 2 เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลควรทำอย่างจริงจัง เรื่องแรก การศึกษาทุกระดับ-ทุกพื้นที่ และคนรวย-จนต้องได้รับการศึกษาตามมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน และเรื่องที่สอง สวัสดิการสังคม-คงไว้ซึ่งนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ปริศนาที่สาม จะแก้ได้อย่างไร ? “ศ.ดร.ผาสุก” ฟันธงว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะมีสารพัดนโยบาย แต่มี 2 เรื่องที่ลดความเหลื่อมล้ำได้ คือ การศึกษาและสวัสดิการสังคม

ในฐานะที่ “ศ.ดร.ผาสุก” คร่ำหวอดอยู่กับการศึกษา-วิจัยการออกแบบ “ระบบภาษี” เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำ จึงชี้แนวทางการ “เพิ่มรายได้รัฐ” จากการเก็บภาษีเพื่อเป็นแหล่งที่มาของงบประมาณนโยบายรัฐสวัสดิการสังคม

“กรมสรรพากรสามารถเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เก่ง เก็บภาษีจากน้ำพักน้ำแรง แต่รายได้ประเภทกำไร ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า เรียกรวมว่า รายได้จากการลงทุนหรือรายได้ที่ไม่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรง กลับเก็บภาษีได้น้อยกว่ามากและมักเป็นคนรวยซึ่งมีความสามารถจ่ายภาษีได้สูง”

นอกจากนี้หากริเริ่มให้มีภาษีใหม่ ๆ เช่น ภาษีของความมั่งคั่ง (รวมทั้งที่ดิน) ในอัตราที่ไม่สูงมาก จะสามารถเพิ่มรายได้จากการเก็บภาษีได้ร้อยละ 1 ของจีดีพี

“สถาบัน TDRI เคยคำนวณว่า ถ้าจะให้พลเมืองไทยทุกคนมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการถ้วนหน้าขั้นพื้นฐาน จะต้องใช้เงินคิดเป็นร้อยละ 12.5 หรือใช้งบฯเพิ่มร้อยละ 2.5 แต่ปัจจุบันเพียงร้อยละ 10 ของจีดีพี โดยหาได้จากการปรับปรุงระบบภาษี ถ้าตั้งใจทำให้สำเร็จจะได้เพิ่มร้อยละ 5 ของจีดีพี”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเมือง รัฐสวัสดิการ