เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
เศรษฐกิจภูมิภาค CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
“พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
Real Estate “พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
Real Estate ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
ดูทั้งหมด

ความยุ่งยากของอาเซียน ในท่ามกลาง ‘สงครามการค้า’

23 เม.ย. 2568 | 09:15น.
Chinese President Xi Jinping visits Malaysia
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิช

“สีจิ้นผิง” ผู้นำสูงสุดของจีน เดินทางเยือน 3 ชาติสมาชิกอาเซียนเมื่อสัปดาห์เศษที่ผ่านมา ตลอดการเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการดังกล่าว ประธานาธิบดีจีน ไม่ได้เอ่ยถึงชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีอเมริกาแม้แต่ครั้งเดียว กระนั้น ทุกคนก็สามารถคาดหมายได้ว่า ทรัมป์และมาตรการทางภาษีที่เป็นเหมือนการประกาศสงครามกับทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจีน คือหัวข้อสำคัญที่เป็นหัวใจของการเดินทางเยือนครั้งนี้อย่างเด่นชัด

ที่เวียดนาม สีเชื้อเชิญให้ทางการฮานอยเข้าร่วมในการ “คัดค้านพฤติกรรมอันธพาลแต่เพียงฝ่ายเดียว” ที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้ ส่วนที่มาเลเซีย ผู้นำจีนพูดถึง “สภาวะช็อก” ที่เกิดขึ้นกับ “ระเบียบโลก” และ “โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ” เช่นเดียวกับที่ในกัมพูชา ผู้นำจีนประกาศว่า พร้อมจะทำงานร่วมกับทางการพนมเปญ เพื่อต่อต้าน “การใช้อำนาจบาตรใหญ่” และร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน “การเผชิญหน้า” ครั้งนี้

ทั้งหมดนี้ไม่เพียงส่อนัยถึงทรัมป์และนโยบายทางภาษีของเขาอย่างชัดเจนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นถึงเจตนาที่จะขยายความสัมพันธ์ทางด้านการค้ากับบรรดาประเทศในภูมิภาคอาเซียนเหล่านี้อีกด้วย

ฟังดูเหมือนจะดี เพราะอย่างน้อย “อาเซียน” ก็ยังเป็นที่ต้องการ ซึ่งอาจสร้างโอกาสอันดีให้เกิดขึ้นได้ แต่ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่อาจเป็นโอกาสอันดีนี้ ก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงควบคู่ขึ้นตามมาด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุที่ว่า ภายใต้สถานการณ์ของสงครามการค้ายืดเยื้อ อาเซียนเสี่ยงต่อการกลายเป็นตลาดระบายสินค้าราคาถูกที่ไม่สามารถส่งขายให้กับสหรัฐอเมริกาได้อีกต่อไปของจีน ซึ่งเสี่ยงต่อการทำลายอุตสาหกรรมเดียวกัน ทำลายการจ้างงานภายในท้องถิ่นไปโดยปริยาย

ยิ่งสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ยืดเยื้อออกไปนานเท่าใด แรงกดดันที่ทั้ง 2 ฝ่ายกระทำต่อชาติสมาชิกอาเซียนก็จะยิ่งทวีสูงขึ้นมากเท่านั้น ทำให้บรรดาชาติเล็ก ๆ ในอาเซียนทั้งหลายตกอยู่ในสภานะยุ่งยาก ลำบากหนักหนาสาหัสกว่าที่เคยเป็นมา

มองอย่างผิวเผิน มีสัญญาณส่อแสดงให้เห็นว่า การเดินทางครั้งนี้ของ สี จิ้นผิง ประสบความสำเร็จอยู่บ้าง มีการลงนามในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณูปโภค, เทคโนโลยี, การศึกษา และสาธารณสุข ร่วมกันมากกว่า 100 ความตกลง

นอกจากนั้นชาติอาเซียนที่เป็นเจ้าบ้าน ยังแสดงออกเป็นการยกย่อง ชื่นชมต่อท่าทีของจีนในครั้งนี้ ผู้สันทัดกรณีอย่าง “ลินน์ กว็อก” นักวิชาการจากสถาบันบรูกกิ้ง ระบุว่า ในท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย สี จิ้นผิง แสดงให้เห็นถึงความมั่นคง และความเป็นมิตร อันเป็นสิ่งที่สหรัฐอเมริกาไม่มีให้ในขณะนี้ แม้แต่คนอย่าง เดวิด เชียร์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำเวียดนาม ถึงกับออกปากว่า จีนกำลังได้ประโยชน์มหาศาลจากนโยบายเศรษฐกิจแบบสะเปะสะปะของสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ลึกลงไปเบื้องหลังท่าทีเหล่านั้น บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเจ้าของกิจการธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ล้วนแต่เป็นกังวลไม่น้อยว่า การขยายความสัมพันธ์ด้านการค้ากับจีนในยามนี้ อาจส่งผลกระทบทั้งต่อสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศของตน เช่นเดียวกันกับที่อาจส่งผลในเชิงลบในการเจรจาเพื่อต่อรองปัญหาภาษีศุลกากรกับทางการสหรัฐอเมริกาพร้อมกันไปด้วย

สถานการณ์ทำนองนี้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในบินห์ ดอง ศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตของเวียดนาม ชานนครโฮจิมินห์ซิตี ที่ซึ่งโรงงานผลิตหลายแห่งเริ่มชะลอการผลิตลง ผู้จัดการโรงงานหลายแห่งยอมรับว่า ได้ตัดสินใจยกเลิกการทำงานล่วงเวลา และเริ่มปรับลดค่าจ้างลงบ้างแล้ว ในขณะที่อีกบางแห่ง ยอมรับเช่นกันว่า จำเป็นต้องประคับประคองระดับการผลิตเอาไว้ เพราะยังไม่ต้องการปลดคนงานทิ้งไปในตอนนี้

เจ้าของโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์รายหนึ่งในเวีดยนามยอมรับว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถึงกับย่ำแย่ยิ่งกว่าเมื่อครั้งเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 ด้วยซ้ำไป โรงงานเฟอร์นิเจอร์บางโรง โดยเฉพาะโรงงานที่ผลิตเพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ ยอดคำสั่งซื้อลดลงอย่างฮวบฮาบ ชนิดที่ว่า คนงานเพียงไม่ถึงครึ่ง ก็สามารถผลิตตามออร์เดอร์ได้แล้วในเวลานี้ ผู้จัดการโรงงานบางรายเชื่อว่า สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงมากขึ้นไปอีก

เมื่อผู้ผลิตจากจีนเดินทางมาถึง เพราะผู้ผลิตรายใหญ่เหล่านี้ล้วนมีห่วงโซ่การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า จนสามารถผลิตสินค้าได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าผู้ผลิตทั่ว ๆ ไปในเวียดนาม

“ผู้ผลิตจากจีน ยิ่งเป็นรายใหญ่มากเท่าใด ก็ยิ่งสร้างปัญหาให้กับเวียดนามมากขึ้นเท่านั้น”

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจก็คือ เมื่อปีที่แล้ว เวียดนามได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐอเมริการวม 123,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1 ปีก่อนหน้าถึงเกือบ 20% ส่วนหนึ่งเกิดจากการย้ายฐานการผลิตของบริษัทจีนเข้ามาผลิตในเวียดนามเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีของทรัมป์ในสมัยแรก

อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการที่บริษัทผู้ผลิตจีนนำสินค้าเข้ามาสวมสิทธิเพื่อเลี่ยงภาษีแล้วส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ที่เรียกกันว่า “ทรานส์ชิปปิ้ง” ที่ทำเนียบขาวพยายามกำจัดให้หมดสิ้น อันเป็นที่มาที่ทางการเวียดนามเสนอต่อทรัมป์เมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า จะกวาดล้างการฉ้อฉลทางการค้าอย่างนี้ให้หมดสิ้นไป จนทางการจีนออกโรงเตือนว่า จีนจะ “ลงโทษ” ชาติใดก็ตามที่ไปทำความตกลงกับสหรัฐอเมริกา จนเป็นเหตุให้จีนต้องสูญเสียประโยชน์ในเวลาต่อมา

สิ่งที่มาเลเซียกังวล ต่างออกไปจากในเวียดนาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของมาเลเซียรายหนึ่งยอมรับว่า มาเลเซียพยายามโน้มน้าวให้จีนเปิดโอกาสในการแข่งขันให้กับบรรดาประเทศในอาเซียน ด้วยการยุติการอุดหนุนการส่งออก หรือเลิกกดค่าเงินหยวนให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้สินค้าจีนมีราคาถูกในตลาดโลก แต่ดูเหมือนยังไม่มีผลเป็นรูปธรรมออกมาให้เห็น

สิ่งที่เป็นที่คาดหวังก็คือ หวังว่าบรรดาความตกลงกว่า 100 ฉบับที่ทำกันขึ้นนั้น แม้จะไม่มีรายละเอียดใด ๆ แต่ก็หวังว่าจะมีอย่างน้อยบางส่วนสามารถเป็นจริงขึ้นมาได้ ซึ่งจะมีนัยในทางการเมืองให้เห็นว่า อาเซียนไม่ได้เข้าพบเพื่อเจรจากับทรัมป์แบบหมอบราบคาบแก้ว แต่ยังมีทางเลือกอื่นอยู่ด้วย

ในทางการเมือง ไม่มีชาติไหนในอาเซียนจะทุ่มเดิมพันทั้งหมดไว้กับจีนเพียงฝ่ายเดียว แต่ในทางเศรษฐกิจ คนแวดวงธุรกิจการค้ายอมรับตรงกันว่า อิทธิพลของจีนฝังรากลึกอยู่ในห่วงโซ่การผลิต จนทำให้การตัดจีนออกไป หรือแม้แต่จะเอาจริงกับการลดอิทธิพลของจีนลงยังคงเป็นความท้าทายที่เป็นไปได้ยากเหลือเกิน ทุกอย่างยังต้องใช้เวลา

แม้แต่กำแพงภาษีของทรัมป์ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่า จีนคือผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดไปได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน