“ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์” ก้าวสู่ปีที่ 14 ย้ำแนวคิด “ผู้รับ ผู้ให้” เดินหน้าขยายพื้นที่ ICU เปิดหน่วยดูแลผู้ป่วยเฝ้าระวังใกล้ชิด พร้อมยกระดับการรักษาด้วย AI-ตั้งแต่ปี 2555 นำกำไรกว่า 7 พันล้านบาท คืนสู่ฝั่งโรงพยาบาลศิริราช ช่วยเหลือผู้ป่วยทุกสิทธิการรักษา และผู้ป่วยขาดแคลน
‘ผู้รับ ผู้ให้’ 7 พันล้าน คืนสู่ รพ.ศิริราช
ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ปัจจุบันคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีอายุครบรอบ 137 ปี ด้วยเพราะชาวศิริราชทุกรุ่นช่วยกันมุ่งมั่นทุ่มเทปฏิบัติงานตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็น “สถาบันการแพทย์ของแผ่นดิน”
โดยมีภารกิจในการดูแลผู้ป่วยทุกฐานะ มอบการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านกระบวนการทำวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่มวลมนุษยชาติ และรองรับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลศิริราชเพิ่มมากขึ้นในทุกปี
ปี 2567 ที่ผ่านมา โรงพยาบาลศิริราชมีผู้ป่วยนอกเข้ามาใช้บริการกว่า 4.8 ล้านคน หรือเป็นจำนวนกว่า 2.2 หมื่นคนต่อวัน นับเป็นจำนวนที่มากที่สุดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงพยาบาลมา ซึ่งล้วนเป็นผู้ป่วยที่ส่งต่อมาจากโรงพยาบาลทั่วประเทศไทย
ขณะที่มีผู้ป่วยในมากกว่า 1 แสนราย ซึ่งผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราชส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่ค่อนข้างจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีขั้นสูงในการรักษา ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาของผู้ป่วยสูงมาก ซึ่งไม่สอดคล้องกับงบประมาณจากการบริการสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและประกันสังคม
สำหรับโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เป็นหนึ่งโครงการแบบเอกชน ภายใต้การกำกับดูแลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 ด้วยแนวคิด “ผู้รับ ผู้ให้” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้จากการบริการทางการแพทย์คืนสู่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ศิริราช
โดยทุกครั้งที่ผู้รับบริการได้รับการดูแลรักษา ทุกคนจะเป็น “ผู้รับ” และ “ผู้ให้” ในเวลาเดียวกัน และเป็นหนึ่งในพลังบวกที่ได้ร่วมช่วยเหลือและสร้างโอกาสทางสุขภาพที่ดีให้กับผู้ป่วยที่ขาดแคลนอีกหลายชีวิตที่โรงพยาบาลศิริราช
เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับจากการใช้บริการที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำกำไรนั้นกลับไปช่วยเหลือผู้ป่วยในฝั่งโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งมีทั้งสิทธิการรักษา 30 บาท สิทธิประกันสังคม ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้น้อย และผู้ป่วยที่ขาดแคลนจำนวนมาก
ดังนั้น การถือกำเนิดของโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ จึงนับเป็นการสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลศิริราชให้มีความยั่งยืนด้วย
“กำไรจากศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ตลอดระยะเวลา 12 ปี ที่ผ่านมา มีเงินที่ส่งคืนไปช่วยในระบบของโรงพยาบาลศิริราชกว่า 7 พันล้านบาท” ศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชาติกล่าว

ขยายศักยภาพ รองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ มีผู้ป่วยในระบบเพิ่มขึ้นราว 10% ทุกปี และปัจจุบันมีผู้ป่วยต่อวันกว่า 2 พันคน
ศาสตราจารย์ นายแพทย์กฤตย์วิกรม ดุรงค์พิศิษฏ์กุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ กล่าวว่า ในโอกาสเข้าสู่การดำเนินการในปีที่ 14 ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ได้วางแผนการให้บริการและดูแลผู้ป่วยที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยวิกฤต
ในปี 2567 ได้เปิดบริการ Respiratory Care Unit (RCU) เพื่อดูแลผู้ป่วยวิกฤตทางเดินหายใจ โดยแยกพื้นที่พิเศษเพื่อการดูแลเฉพาะทางที่มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจอย่างรุนแรง หรือจำเป็นต้องได้รับการช่วยหายใจอย่างใกล้ชิด เช่น ผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรังระยะรุนแรง ผู้ที่ติดเชื้อในปอดอย่างรุนแรง
พร้อมทั้งการขยายพื้นที่ผู้ป่วยวิกฤต ICU เพิ่มในช่วงปลายปี 2568 โดยจะเปิดบริการเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 17 เตียง โดยจำนวนเตียงรวมทั้งสิ้น 89 เตียง
นอกจากนี้ มีแผนการเปิด High Dependency Unit (HDU) เพื่อดูแลผู้ป่วยที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังใกล้ชิดเป็นพิเศษ สำหรับดูแลผู้ป่วยที่อาการรุนแรงระดับกลาง คืออาการยังไม่ถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือยังไม่รุนแรงที่จะต้องเข้า ICU ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่มีอายุมาก ต้องการการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีภาวะเปราะบาง และต้องการการบริบาลแบบใส่ใจใกล้ชิด

ในส่วนของการพัฒนามาตรฐานการรักษา ทางโรงพยาบาลได้ยกระดับการดูแลรักษาผ่านการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์สมัยใหม่ เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยและสนับสนุน เพื่อวิเคราะห์และสร้างความแม่นยำในการวินิจฉัยและรักษามากยิ่งขึ้น
รวมทั้งการนำหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-assisted da Vinci Surgery) มาใช้ในหัตถการที่ต้องการความละเอียดสูง ทั้งการผ่าตัดระบบทางเดินปัสสาวะ การผ่าตัดในช่องท้อง ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและสะโพกเทียม
โดยทำหน้าที่ควบคู่กับศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญการผ่าตัด ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี ทั้งความปลอดภัย เพิ่มโอกาสการกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติให้กับผู้ป่วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาที่เรายึดมั่น คือการดูแลด้วยหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรของ SiPH อย่างเต็มความสามารถ ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญที่ส่งต่อกันมาจากศิริราชสู่ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
“ในโอกาสที่ก้าวสู่ปีที่ 14 ของเราได้สานต่อแนวคิด ผู้รับ ผู้ให้ เพราะทุกครั้งที่คุณมาที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ คุณได้มากกว่าการรักษา คือได้ให้ การให้ที่ส่งต่อไปยังผู้ป่วยอีกมากมายที่โรงพยาบาลศิริราชให้มีโอกาสได้รับการรักษาด้วยเช่นกัน ทั้งช่วยลดความแออัด และเป็นการขยายการบริการทางการแพทย์ให้เพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการ พร้อมทั้งมอบโอกาสในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น สร้างรอยยิ้ม ความสุข และความหวังให้กับทุกคน”
