Skip to content

ส่งออก มี.ค. พุ่งเป็นประวัติการณ์ โตพรวด 17.8 % โหมหนี ‘ทรัมป์เอฟเฟ็กต์’

27 เม.ย. 2568 | 09:41น.
ส่งออก มี.ค. พุ่งเป็นประวัติการณ์ โตพรวด 17.8 % โหมหนี ‘ทรัมป์เอฟเฟ็กต์’

“พิชัย” นั่งแถลงเอง ตัวเลขส่งออกมีนาคมทะลักสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 29,548 ล้านเหรียญ โตพรวด 17.8% ขณะที่ 3 เดือนแรกทำได้แล้ว 8.1 หมื่นล้านเหรียญ สั่ง คต.หามาตรการสกัด “สวมสิทธิส่งออก-นอมินี” ชี้วิกฤตทรัมป์มีโอกาส แนะถุงมือยางส่งออกสหรัฐแทนจีนที่ถูกสกัด ด้านกรมส่งเสริมฯเข้มทูตพาณิชย์เร่งเจาะตลาดใหม่ “อินเดีย-แอฟริกา-ละติน” พร้อมตั้ง KPI วัดผล

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงตัวเลขการส่งออกไทยว่า ภาวะการส่งออกไทยเดือนมีนาคม 2568 มีมูลค่า 29,548 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมูลค่าขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 โดยขยายตัว 17.8% สูงสุดในรอบ 36 เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 ขณะที่การนำเข้า มีมูลค่า 28,575.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 10.2% ส่งผลให้ไทยมีการค้า เกินดุลการค้า 973 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนการส่งออกไทยในช่วง 3 เดือนแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2568 มีมูลค่า 81,532.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 15.2% ดีต่อเนื่อง ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 80,451.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 7.4% ส่งผลให้ไทยมีดุลการค้าเกินดุล 1,081 ล้านเหรียญสหรัฐ

“เชื่อว่าการส่งออกที่เติบโตครั้งนี้ เป็นผลจากการส่งออกไทยยังมีศักยภาพ แม้ปัจจุบันจะเจอปัญหาเรื่องของทรัมป์ 2.0 แต่ก็ยังมีความมั่นใจว่าการส่งออกไทยยังไปได้ดี ซึ่งไตรมาสแรก ขยายตัว 15.2% ยังมองว่าการส่งออกไทยยังจะเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และมีส่วนช่วยให้จีดีพีของไทย ไตรมาสแรก ขยายตัวเกิน 3% ทั้งนี้ ซึ่งต้องรอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงอีกครั้ง”

สำหรับการส่งออกในช่วงเดือนเมษายน 2568 คาดว่าจะยังเป็นบวก อาจจะไม่มากเท่าเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐ แต่การส่งออกไม่น่าจะเป็นลบ ส่วนไตรมาส 2 ยังประเมินไม่ได้ และเป้าหมายทั้งปี ถ้าดูตัวเลขตอนนี้ เป้า 2-3% ไม่น่าจะพลาด หวังว่าจะได้มากกว่านี้

ชี้โอกาสถุงมือยางส่งออกแทนจีน

นายพิชัยกล่าวว่า ส่วนการเตรียมการเจรจากับสหรัฐได้มีการติดต่อกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) มาโดยตลอด และมีสัญญาณที่ดี ดีมากระดับ 5 จี โดยเชื่อว่าการเจรจาจะมีโอกาสเป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่งตอนนี้ก็มีการหารือกับผู้นำเข้า ผู้ส่งออก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไทยก็ต้องเตรียมตัวเอง เพราะมีโอกาสเจออยู่แล้ว โดยการเตรียมความพร้อม เช่น การหามาตรการป้องกันการสวมสิทธิส่งออก และสินค้าที่จะเจรจามีอะไรบ้าง

นอกจากนี้ เล็งเห็นว่าภาวะแบบนี้ต้องมองวิกฤตให้เป็นโอกาส ซึ่งต้องมองว่าอะไรที่จะได้ประโยชน์ ไม่ใช่มองแต่มุมที่เสียประโยชน์ มองอะไรที่เราจะสามารถเข้าไปทดแทนสินค้าในตลาดสหรัฐได้บ้าง เช่น ถุงมือยาง ซึ่งก็เล็งเห็นว่ามีโอกาสที่ไทยจะขยายส่วนแบ่งตลาดจีนได้ อีกทั้งเราก็ต้องปรับตัวเอง และติดตามป้องกัน โดยเฉพาะเรื่องของการสวมสิทธิด้วย ซึ่งตอนนี้ได้มอบหมายให้ กรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เข้ามาติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ให้เป็นหน่วยงานที่อนุญาตและติดตามป้องกันไม่ให้เกิดการสวมสิทธิ รวมไปถึงปัญหาเรื่องของนอมินีก็เช่นกัน อย่างไรก็ดี ไทยจำเป็นจะต้องมีการหารือกับทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกัน และทำให้การส่งออกไทยขยายตัวไปในทิศทางที่ดี

ชี้ 90 วันนาทีทองโหมส่งออก

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกไตรมาส 2 มีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องและขยายตัวไปในทิศทางเป็นบวก เนื่องจากการเร่งนำเข้าสินค้าทดแทนจากปัญหาสงครามการค้า โดยเฉพาะตลาดสหรัฐที่อัตราภาษีที่ยกเว้นไว้ จะมีผลบังคับในวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ซึ่งจะทำให้ช่วงระหว่างนี้ การส่งออกไทยไปในตลาดโลกในเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน 2568 จะมีการเร่งนำเข้า ทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวไปได้

ทั้งนี้ ยกเว้น หากผลการเจรจาสามารถจบลงได้ก่อน และต้องรอดูว่าผลเจรจาเป็นอย่างไร เพราะจะมีผลต่อการส่งออก โดยเฉพาะในการส่งออกไตรมาส 3 และ 4 ซึ่งก็ติดตามผลการค้า ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งในตลาด และคู่ค้าสำคัญของไทย เช่น จีน อาเซียน ยุโรป เป็นต้น อย่างไรก็ดี การส่งออกไทยทั้งปีเป้าหมาย 2-3% ตอนนี้ยังไม่มีการปรับเป้าหมายการส่งออกแต่อย่างไร

เข้มทูตพาณิชย์เจาะตลาดใหม่

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกไทยในปี 2568 ตนได้มอบนโยบายให้กับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั้ง 58 แห่งให้มีการปรับรุกตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดใหม่ เช่น อินเดีย แอฟริกา หรือแม้กระทั่งละตินอเมริกา แม้จะมีปัญหาเรื่องของการขนส่ง แต่ก็มองว่าน่าจะดำเนินการได้ แม้จะรักษาตลาดเดิม ตลาดหลักไว้ แต่ตลาดใหม่ในตอนนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยกรมได้วางเป้าหมายโครงการผลักดันการส่งออกไว้ทั้งสิ้น 510 โครงการ ประมาณ 700 กิจกรรมในปี 2568 ส่วนในปี 2569 อยู่ระหว่างการวางกรอบ เชื่อว่าน่าจะมากกว่า 700 กิจกรรม ซึ่งจะให้ความสำคัญในกลุ่มสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร ผลไม้ และสินค้าอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ

ขณะที่ตลาดสหรัฐ ได้มีการกำชับทูตพาณิชย์ให้มีการศึกษาโอกาสของการส่งออก และลงเชิงลึกมากขึ้นเพราะยังเชื่อว่าทุกวิกฤตต้องมีโอกาส โดยเฉพาะคู่แข่งนั้นเจออะไร และเรามีโอกาสที่จะเข้าไปเจาะตลาดและทดแทนการส่งออกได้ไหม พร้อมปรับกิจกรรมให้สอดรับโอกาสขึ้น อีกทั้งอาจจะต้องมีการวัด KPI กับทูตพาณิชย์ ถึงการทำตลาดใหม่ได้มาก-น้อยแค่ไหน ซึ่งต้องการมุ่งเน้นตลาดใหม่ ๆ ให้มากขึ้นด้วย