เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

จีดีพี 1.6% แผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจ อสังหาโฟกัสสภาพคล่อง-ขอมาตรการ ‘คุณกู้เราช่วย’

02 พ.ค. 2568 | 06:45น.
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม

เวิลด์แบงก์ หรือธนาคารโลก อัพเดตคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก โดยปรับลดจาก 4% เหลือ 3%

ประเด็นของไทยอยู่ที่เวิลด์แบงก์ปรับลดคาดการณ์จีดีพี จาก 2.9% หล่นตุ้บลงมาอยู่ที่แนวโน้ม 1.6% ในปี 2568 ต่ำกว่าคาดการณ์ของทุกสำนักโหรเศรษฐกิจ จึงเป็นอีกวาระหนึ่งที่ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ 3 นายกสมาคมวงการพัฒนาที่ดิน เพื่อร่วมแชร์มุมมองถึงโอกาสและอุปสรรคในการทำธุรกิจช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปี รวมทั้งมุมมองในการระดมสรรพกำลังร่วมกันกอบกู้สถานการณ์เปราะบางนี้ เพื่อให้ก้าวข้ามไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เปิดประเด็นกับ “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทย

Q : เทรนด์ 8-9 เดือนที่เหลือของปี

ประเด็นตอนนี้ สถานการณ์ไตรมาส 1/68 ก่อนมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวและทรัมป์อิมแพ็กต์ ตัวเลขก็ไม่ค่อยดี บอตทอมเอาต์แม้ไม่ได้แย่เหมือนตอนไตรมาส 3/67 ที่ตัวเลขต่ำสุดของปี ทุกคนตอนนี้ก็คง Wait & See มีผลกระทบช่วงสั้น ๆ ในไตรมาส 2/68 รอประเมินสถานการณ์เพราะความไม่แน่นอนยังมีอยู่ โดยเฉพาะมาตรการของทรัมป์ วันนี้ในเรื่องอิมแพ็กต์ของแผ่นดินไหวน่าจะจบแล้วล่ะ ก็คืออาศัยการซ่อมแซมต่าง ๆ ทุกอย่างคงเข้าที่ในไม่ช้านี้สมาคมคอนโดฯ สร้างความมั่นใจแก่ชาวจีน ตึกสูงกรุงเทพฯ ปลอดภัยสูง

แต่สิ่งสำคัญคือทรัมป์อิมแพ็กต์ ซึ่งมีความไม่แน่นอนต่อการทำธุรกิจ และกระทบต่อฐานพร็อพเพอร์ตี้เซ็กเตอร์และกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก เรื่องนี้ทุกคนต้องเฝ้าระวังอยู่ ส่วนการเฝ้าระวังยังไง เรื่องแรกก็คือสภาพคล่องทางการเงิน สำคัญมาก ถามว่าสภาพคล่องมาจากไหน จากหุ้นกู้ที่ครบกำหนดทั้งหลาย ต้องซีเคียว (ชำระคืนตามกำหนด) ให้ได้ รวมทั้งหนี้สินเชื่อด้วย หลังจากนั้น ไตรมาส 2/68 ค่อยมาประเมินผลกระทบจากที่เราเฝ้าระวัง

ทุกคนไม่ว่าภาคธุรกิจหรือภาคครัวเรือน หรือประชาชน คงต้องรอดูสถานการณ์ที่มันชัดเจน ค่อยจับจ่ายใช้สอย ความมั่นใจค่อยกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้สัญญาณของข้อขัดแย้งทางด้านการค้า โครงสร้างภาษี เห็นวี่แววของการผ่อนคลายลง แต่เราก็ยังมั่นใจตรงนั้นไม่ได้ เพราะสหรัฐกับจีนยังเจรจาโดยยังไม่มีข้อตกลง แต่ก็เห็นสัญญาณที่ผ่อนคลายลงบ้าง

การบริหารสภาพคล่อง เพิ่งมีการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมคอนโดฯมองไม่ผิด ตัวเลขวันนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะอสังหาริมทรัพย์อย่างเดียว แต่กระทบทุกธุรกิจหมดเลย หลายหุ้นกู้ก็เริ่มออกมา Call Restructure ในการระมัดระวัง ยืดการชำระคืนหุ้นกู้ออกไป สิ่งสำคัญคือต้องผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ มันไม่สามารถสมูทได้ทุกเวลาหรอก ต้องใช้กลไกธนาคารแห่งประเทศไทยผ่านกลไกธนาคารพาณิชย์ เข้ามาเชื่อมรอยต่อความลำบากช่วงนี้ไปให้ได้ก่อน นี่คือโครงสร้างของระบบตลาดเงิน ตลาดทุน ต้องมีความสมบูรณ์ในการที่จะรองรับแรงกระแทก หรืออิมแพ็กต์แรง ๆ พวกนี้

ทรัมป์อิมแพ็กต์เป็นเหมือนแผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แผ่นดินไหว 8.2 ริกเตอร์แล้วนะ เป็นเวลาที่ผู้กำกับนโยบายตลาดเงิน ตลาดทุน ต้องมีการวางโครงสร้างออกมารองรับช่วงที่ยากลำบากที่สุดในระบบเศรษฐกิจ

แต่เป็นช่วงที่ท้าทายที่สุด พี่มั่นใจว่าประเทศไทยจะผ่านไปได้ เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีความน่าอยู่ และผลกระทบที่เกิดมา เราผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหว 8.2 ริกเตอร์มาได้ ส่วนทรัมป์อิมแพ็กต์เป็นผลกระทบที่ทุกคนทั่วโลกโดนเหมือนกันหมด มั่นใจว่าประเทศไทยผ่านได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาบ้าง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือทางด้านนโยบายการเงิน การคลัง และเรียลเซ็กเตอร์ทั้งหมด ในการขับเคลื่อนผ่านโจทย์ยาก ๆ อย่างนี้

ถัดมา “สุนทร สถาพร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด ในฐานะนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร

Q : เวิลด์แบงก์ปรับลดจีดีพีไทยเหลือ 1.6%

เรื่องนี้เรื่องใหญ่ เป็นห่วงก็รีเจ็กต์เรต (ยอดปฏิเสธสินเชื่อ) สูง เจอทรัมป์เอฟเฟ็กต์ กับเวิลด์แบงก์ปรับลดจีดีพี เศรษฐกิจปีนี้ลงต่ำลึกเลย จริง ๆ ก็มีการพูดคุยหารือกับอดีตนายกบ้านจัดสรร กรรมการสมาคม และสมาชิกหลายบริษัท มีข้อเสนอในโมเดล 4 ประสาน หมายถึงมีปาร์ตี้ที่เกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย ที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน

ปาร์ตี้ที่ 1 ดีเวลอปเปอร์เพิ่มประสิทธิภาพ ลีนคอสต์ ปรับราคาเหมาะสมหรือยัง

ปาร์ตี้ที่ 2 ลูกค้าจะต้องหาทางเคลียร์หนี้ตัวเอง เรียกว่าหนี้ที่ไม่จำเป็นในชีวิต หนี้ที่ไม่ใช่ปัจจัย 4 ต้องหาทางกลับมาสร้างเครดิต ถ้าเพิ่มรายได้ไม่ได้ ต้องหาทางลดหนี้ ลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้กลับมาซื้อของจำเป็นในชีวิต เช่น ซื้อบ้านในอนาคต

ปาร์ตี้ที่ 3 สถาบันการเงิน ตอนนี้ปัญหาใหญ่กู้ไม่ผ่านจากการเข้มงวดพิจารณาสินเชื่อ อยากเสนอเรื่องใหม่ “Mortgage Insurance”

สุนทร สถาพร
สุนทร สถาพร

ซึ่งสถาบันการเงินพิจารณาเกณฑ์ลูกหนี้ติดเครดิตบูโร ซึ่งมีหลากหลาย โดยลูกหนี้ที่ปลดหนี้ไปแล้วต้องรอเกิน 1 ปี จึงจะกลับมากู้ได้ กับกลุ่มแค่เฝ้าระวังที่รอ 6 เดือนจึงจะกลับมากู้ได้ อยากเสนอให้ปรับลดเกณฑ์ตรงนี้ลงเหลือ 3 เดือนก็พอ กลุ่มเครดิตสีเทาเฝ้าระวัง อยากให้แบงก์เข้ามาร่วมมือด้วย

และต้องการอยากให้แบงก์รับหลักการมอร์ตเกจอินชัวรันซ์ แบงก์ไม่ต้องกังวลหรอกว่าใครจะจ่าย ดีเวลอปเปอร์ยินดีจะจ่ายให้เอง อย่างที่คุยกันแล้วในสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เรายินดีซับซิไดซ์ให้ในช่วง 3 ปีแรก คำนวณมาแล้ว เบี้ยประกัน 1.5-4% ของวงเงินค่างวดผ่อน

คำอธิบายคือ เบี้ยประกันตรงนี้ในช่วง 3 ปีแรก ถ้าลูกค้าผ่อนไม่ไหว ขาดส่ง 3 เดือนแล้วจะกลายเป็นหนี้เสีย ดีเวลอปเปอร์จะจ่ายเบี้ยประกันเพื่อให้มีระบบประกันเข้ามาจ่ายชดเชยค่างวด เพียงแต่ขอให้สถาบันการเงินรับหลักการตรงนี้ ซึ่งในสมาคมบ้านจัดสรรมีหลายบริษัทอยากจะทำตรงนี้ รวมทั้งบริษัท สถาพร เอสเตท ด้วย ยินดีจ่ายเบี้ยประกันพรีเมี่ยมตรงนี้ตามมูลค่าเงินผ่อนในช่วง 3 ปีแรก

ปาร์ตี้ที่ 4 รัฐบาลจำเป็นจะต้องช่วย ปัจจุบันแบงก์ชาติช่วยปลดล็อก LTV แล้ว, รัฐบาลช่วยลดค่าโอน-จดจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาทแล้ว ปีนี้ขออีกเรื่องหนึ่ง ขอให้มีการออกมาตรการ “คุณกู้ เราช่วย” หลักการคล้าย ๆ กันกับมาตรการคุณสู้ เราช่วย ที่นำลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียมาอาบน้ำล้างตัวใหม่ มาเคลียร์หนี้ แล้วจะได้เป็นคนมีเครดิตต่อไปในอนาคต

คำว่า คุณกู้ เราช่วย หมายความว่าอยากให้รัฐบาลพิจารณาซัพพอร์ตดอกเบี้ยที่ลูกค้าต้องจ่ายในการผ่อนบ้านและคอนโดมิเนียม 3 ปีแรกนั่นเอง จะเรียกว่า คุณกู้ เราช่วย ผ่อนแต่เงินต้น ดอกเบี้ยคือ 0%

ข้อเสนอ คุณกู้ เราช่วย เพราะในตลาดมีพูดกันว่าควรขยายลดค่าโอน-จดจำนองให้กับทุกราคาไหม ใช้งบประมาณเพิ่มอีก 10,000 ล้านบาท จากทุกวันนี้รัฐบาลสูญเสียรายได้ 18,000 ล้านบาท ประเด็นคือ ทุกวันนี้ยอดโอนปีละ 1 ล้านล้านบาท ราคาไม่เกิน 7 ล้าน มีหน่วยรวมกัน 80% ของตลาด แต่มูลค่าเพียง 60% หรือ 6 แสนล้านบาท ขณะที่ราคาเกิน 7 ล้านถึง 500 ล้านบาท มีหน่วยเพียง 20% แต่มีมูลค่าถึง 40% หรือ 4 แสนล้านบาท

ข้อเสนอมาตรการคุณกู้ เราช่วย ถ้าช่วยกำลังซื้อ K ขาบน ราคาเกิน 7 ล้านบาทขึ้นไป มีหน่วยเพียง 20% เขามีกำลังจ่ายอยู่แล้ว ค่าโอน-จดจำนอง แต่ K ขาล่าง (ไม่เกิน 7 ล้านบาท) ที่มีการโอนปีละ 6 แสนล้านบาท แต่มีจำนวนหน่วยถึง 80% ถ้าหากกระตุ้นให้เพิ่มกำลังซื้อการผ่อน 0% เงินที่ผ่อนไปเป็นเงินต้นทั้งหมด ระหว่างทางเกิดมีอุบัติเหตต้องรักษาตัว ค่างวดผ่อนบ้านจะมีเบี้ยประกัน Mortgage Insurance มารองรับให้ ถ้าเกิดปัญหาหนี้เสียในช่วง 3 ปีแรก

Q : ดีเวลอปเปอร์ช่วยจ่ายยังไง

วิธีการคำนวณตัวเลข เฉลี่ยราคาบ้านในตลาดในภาพรวม ตัวเลขกลม ๆ 2.9 ล้านบาท หรือ 3 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีแรก เงินผ่อนธนาคารคำนวณเป็นงวดผ่อนเดือนละ 10,000 บาท หรือปีละ 120,000 บาท หรืองวดผ่อนล้านละ 3,500-4,000 บาท เท่ากับยอดผ่อนปีละ 120,000บาท มีสัดส่วน 60% หรือ 1 แสนหลังต่อปี คำนวณจากบ้านมือหนึ่งมีการโอน 1.3 แสนหลังต่อปีในปี 2567 แบ่งเป็นบ้านกำลังซื้อ K ขาล่าง (ไม่เกิน 7 ล้าน) จำนวน 1 แสนหลัง กับกลุ่ม K ขาบน (เกิน 7 ล้านขึ้นไป) อีก 3 หมื่นหลัง

นั่นคือ บ้านไม่เกิน 7 ล้านที่มีขนาดปีละ 1 แสนหลัง อยากให้รัฐบาลซัพพอร์ตดอกเบี้ย หรือเท่ากับประชาชนผ่อน 0% ในช่วง 3 ปีแรก ใช้งบประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท ควบคู่กับผู้ประกอบการหรือดีเวลอปเปอร์เข้าไปช่วยค้ำประกันการจ่ายค่างวดผ่าน Mortgage Insurance เบี้ยประกันต่อปี 1.5-4% ของงวดเงินผ่อนปีนั้น ๆ กล่าวคืองวดผ่อนปีละ 120,000 บาท เบี้ยประกัน 1.5-4% เท่ากับ 1,800-4,800 บาท สมมุติค่ากลางๆ อยู่ที่เบี้ยประกัน 2.5% หรือ 3,000 บาท บริษัทประกันในเครือธนาคารเข้ามารับหลักการนี้ ทุกธนาคารมีบริษัทประกันหมด โดยดีเวลอปเปอร์ยินดีจะจ่ายเบี้ยประกันตรงนี้ให้ ขอให้คุณปล่อยกู้มาเถอะ รีเจ็กต์เรตจะได้ลดลง

ล่าสุดมีสถิติแบงก์ไม่ปล่อยกู้ในปี 2567 เฉลี่ยกู้ไม่ผ่านทั้งวงการ 40% ล่าสุด ณ ไตรมาส 1/68 เพิ่มเป็น 45% โดยกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท กู้ไม่ผ่านสูงถึง 68% ดังนั้นเราโฟกัสที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ที่กู้ไม่ผ่าน 45% ต้องเกิดระบบมอร์ตเกจอินชัวรันซ์ โดยดีเวลอปเปอร์ต้องยินดีจ่ายค่าเบี้ยประกัน และบริษัทประกันต้องยอมรับเข้ามารับประกันให้ด้วย และมีโอกาสกำไร เพราะ 100 คนมีกู้ไม่ผ่านแค่ 45 คน โดยบริษัทประกันมีโอกาสกินฟรีเบี้ยพรีเมี่ยมของ 55 คน (ที่กู้ผ่าน) ซึ่งคนเราไม่ได้มีนิสัยอยากเบี้ยวหนี้อยู่แล้ว

โดยสรุปสถานการณ์ในไตรมาส 2/68 คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องใช้ 4 ประสานมาช่วย เพราะทิศทางรีเจ็กต์เรตกับการปรับลดจีดีพี ตกใจ หลายสถาบันประเมินให้เหลือ 2% ก็แย่แล้วนะ ถ้าเวิลด์แบงก์ประเมินเหลือ 1.6% ภาคอสังหาฯจะมีปัญหา แล้วจะลามไปธุรกิจอื่น ๆ ดังนั้นต้องหาทางระงับผลกระทบให้ได้

Q : วิกฤตรอบนี้หนักกว่ารอบไหน ๆ

ชักจะหนักกว่าต้มยำกุ้ง ซึ่งเกิดในปี 2540 ใช้เวลา 4-5 ปีฟื้นตัว โดยเริ่มเห็นการฟื้นตัวในปี 2546 ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (รมว.คลังขณะนั้น) เข้ามาแล้วลดค่าโอน-จดจำนอง และลดภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ฟื้นเลย แต่รอบนี้โควิดปี 2563 ผ่านมา 5 ปีแล้ว แต่เศรษฐกิจยังไม่มีวี่แววฟื้นตัวสักที ทำไมจีดีพีเราถอยลงไปเรื่อย ๆ เราคาดไม่ถึงทรัมป์เอฟเฟ็กต์จะรุนแรงขนาดนี้ ดังนั้นจำเป็นต้องมีการร่วมมือ 4 ปาร์ตี้หลัก ๆ ลูกค้าก็ต้องมีวินัย การซื้อด้วยเหตุด้วยผลเป็นเรื่องสำคัญ ซื้อด้วยการตรวจคุณภาพมากกว่าซื้อด้วยอีโมชันนอล เราต้องเพิ่ม Informative ส่งเสริมให้ลูกค้าสนใจเลือกซื้อแบบมีเหตุมีผลในระยะยาว

และแบงก์ต้องผ่อนคลายลูกค้าเครดิตสีเทา 3 เดือนให้ยอมกลับมาเถอะ และยอมรับหลักการมอร์ตเกจอินชัวรันซ์ ยอมรับให้มีการจ่ายเบี้ยประกันพรีเมี่ยมตรงนี้ เป็นเรื่องที่ยังไม่เคยมี ตอนนี้พูดตรง ๆ ว่ายอดกู้ไม่ผ่าน 45% เอาเขากลับมาเข้าระบบสินเชื่อเถอะ ในอดีตรีเจ็กต์เรตก่อนยุคโควิด 5-10% เท่านั้นเอง ตอนนี้สูงถึง 45% ทำให้วงจรอสังหาริมทรัพย์ไม่เคลื่อน หรือเคลื่อนไหวไม่ได้ เปิดตัวใหม่ก็ไม่มี ตอนนี้ต้องย้ำว่าสถาบันการเงินต้องยอมรับหลักการมอร์ตเกจอินชัวรันซ์ และภาครัฐบาลต้องสนับสนุบงบประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท มาช่วย 3 ปี ออกเป็นมาตรการคุณกู้ เราช่วย เพื่อช่วยกำลังซื้อระดับรากหญ้า

สุดท้ายกับ “พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์” นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กับมุมมองแบบมองต่างบนพื้นฐานภาวะวิกฤตเดียวกัน

Q : จีดีพีไทย 1.6% หนักกว่าที่คิด ?

สถานการณ์น่าจะหนักกว่าเวิลด์แบงก์ปรับลดจีดีพีเหลือ 1.6% ตอนนี้เศรษฐกิจเครื่องยนต์มีแค่ภาคท่องเที่ยวกับการส่งออก และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะดี แต่มาเจอเหตุการณ์แผ่นดินไหวกับภาษีทรัมป์ ตอนนี้ รมว.พาณิชย์บอกว่า ส่งออกดีโต 16-17% เพราะทุกคนแห่สั่งตุน แย่งกันส่งออก แต่ไม่ใช่กำไรดี เพราะวัตถุดิบก็ขึ้นราคา อัตราแลกเปลี่ยนก็สะวิงมาก เทียบกับ 4-5 เดือนที่แล้ว อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทกว่า ตอนนี้เหลือ 33-34 บาท ตัดกำไรหายไปแล้ว ใช่ว่าขายเยอะจะกำไรเยอะ

พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์
พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์

Q : แนวโน้มปีนี้สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิด

จีดีพี 1.6% บนสมมุติฐานว่าตัวแปรกระทบมี 1-2-3 แต่ที่มองว่าจะหนักกว่า 1.6% เพราะจะมีธุรกิจปิดกิจการ ปลดคน ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก สิ่งที่งง ๆ ไตรมาสแรกแบงก์กำไร 7 หมื่นล้าน ถ้าคูณ 4 ไตรมาส คำนวณโง่ ๆ เลยทั้งปีจะกำไร 2.8 แสนล้านบาท ซึ่งปี 2567 ที่ผ่านมาแบงก์กำไรรวมกัน 2.5 แสนล้านบาท ปีนี้เขาจะกำไรนิวไฮอีกเหรอ แบงก์กำไรแต่ไม่ปล่อยสินเชื่อ ธุรกิจไปไม่ได้ แล้วจะยังไง จีดีพีจะมาจากไหน

Q : รัฐต้องกอบกู้สถานการณ์ยังไงบ้าง

ตัวขับเคลื่อนจีดีพีหลัก ๆ คือภาคท่องเที่ยวและเอกชน แต่เอกชนเดินไม่ได้เพราะกู้ไม่ผ่าน ส่งออกก็ไม่เดินเพราะผู้ส่งออกก็คือเอกชนอีก แปลว่าลำบาก บริษัทถ้าเริ่มทยอยปิดกิจการ จะมีประชาชนไหนที่มีพลังสร้างจีดีพี ธุรกิจไหนจะอยู่ได้เพราะทยอยกันแย่ มีคนพูดเรื่องต้องลดดอกเบี้ย แต่ไม่เข้าใจกลไกว่าลดดอกเบี้ยเหลือ 1 สลึง แต่ถ้าแบงก์ไม่ปล่อยกู้ก็ไม่มีประโยชน์

เพราะฉะนั้น การกระตุ้นภาคการเงิน แต่ระบบตอนนี้เป็นอิสระ แบงก์ชาติบังคับแบงก์พาณิชย์ปล่อยสินเชื่อไม่ได้ ลดดอกเบี้ยแต่ไม่ปล่อยเงินกู้ก็ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นต้องใช้กลไกแบงก์รัฐขยันออกมาทำกิจกรรมปล่อยสินเชื่อกันหน่อย แต่ว่าธนาคารกรุงไทยตอนนี้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯใช้เกณฑ์แบงก์รัฐไม่ได้แล้ว ต้องใช้เกณฑ์ตลาดทุน เหลือธนาคารออมสินก็เป็นองค์กรไม่มีประสบการณ์ มีอันอื่นไหม เราบอกต้องกระตุ้นภาคการเงิน

ถามว่าต้องทำยังไง จำได้ไหมในอดีตรัฐก็ทำวงเงินสินเชื่อพิเศษ ดอกเบี้ยต่ำ ๆ โยนให้แบงก์พาณิชย์ปล่อยสินเชื่อ เขารับมาแต่ไม่ปล่อยกู้ รับต้นทุนดอกเบี้ยจากแบงก์ชาติมา 50 สตางค์ แต่ไม่ปล่อยสินเชื่อ เอากลับไปฝากที่แบงก์ชาติหาดอกเบี้ยกัน อยู่ดี ๆ ประชาชนต้องเอาภาษีมาจ่ายให้แบงก์พาณิชย์โดยไม่เพอร์ฟอร์มอะไร ก็ไม่ได้แก้ปัญหาภาคการเงิน เป็นเดดล็อกกันหมด

ทำยังไงเงินจะออกมา (ปล่อยสินเชื่อ) ให้ประชาชนได้ใช้ ได้เอาไปหมุน ได้ต่อยอด ตอนนี้เอสเอ็มอีที่กำลังจะตายเยอะ มีกลุ่มที่ต่อให้เอาเงินอัดฉีดเข้าไปก็ไม่รอด แต่ก็ยังมีกลุ่มที่มีอนาคตแต่ไม่ได้เงินกู้ก็ตายอยู่ดี ต้องฟื้นเลยว่าเซ็กเตอร์ไหนควรปล่อยได้ แล้วกระตุ้น ไม่ใช่ช่วยหว่านแห ยุคดิจิทัลเทเลอร์เมดได้ว่าช่วยเซ็กเตอร์ไหน แต่หาเสียงกันเยอะ รัฐกู้เงินมาหาเสียง ไม่ได้กู้เงินมาทำงาน

Q : เวลา 8-9 เดือนจะอยู่กันยังไง

ไม่รู้ พูดยากมาก เร็ว ๆ นี้แบงก์จะเริ่มสะอึกแล้ว เพราะลูกหนี้อสังหาฯ (สินเชื่อผู้ประกอบการ) จะเริ่มตาย โอนไม่ได้ ธุรกิจขาดเงินจะขึ้นโปรเจ็กต์ แบงก์บอกขอพิจารณาก่อน ช่วงนี้ไม่ได้ให้สินเชื่ออสังหาฯเลย แบบนี้ก็ไม่ต้องอยู่กันแล้ว

Q : ยุคนี้ผู้ซื้อและผู้ขายต้องตั้งการ์ดสูง

ผู้ประกอบการไม่ขึ้นของใหม่ จะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงลูกน้องกับจ่ายแบงก์ อสังหาริมทรัพย์ชะลอได้แต่หยุดไม่ได้ ตอนนี้เหมือนเป็นโรคพร้อมกัน 5 โรค จะรักษายังไง รักษาโรคหนึ่งไปกระทบอีกโรคหนึ่ง เช่น โรคหนึ่งไม่กินยาไม่หาย แต่กินยาแล้วไตพัง ตกลงเลือกยังไงดีล่ะ จังหวะโรคแต่ละโรครักษาไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทำให้เราตาย ต่อให้พรุ่งนี้ทรัมป์บอกเปลี่ยนใจแล้ว ก็ไม่ฟื้นนะ หุ้นอาจจะดีขึ้น แต่ดีหลวม ๆ กลวง ๆ ชั่วคราวเพราะพื้นฐานไม่ดี

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ต้องทำแบบในหลวง ร.9 ต้องพอเพียง ปัญหาหนี้ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน หนี้หุ้นกู้ สินเชื่อมีกินมีใช้ทั้งหลายเอาที่ไหนมาจ่าย จะอยู่ยาก นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำยังไง แต่เราก็จะคงผ่านไปเหมือนเราผ่านปี 2540 เพราะตอนปี 2540 ก็นึกไม่ออกจะผ่านยังไง แต่เราก็ผ่านมาได้ ครั้งนี้ก็คงเป็นเช่นเดียวกัน