กกพ. ลดค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค.68 ลง 17 สตางค์ เหลือหน่วยละ 3.98 บาท
กกพ. ลดค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค. 68 ลง 17 สตางค์ เหลือหน่วยละ 3.98 บาท ใช้เงิน Claw Back อุ้ม 12,200 ล้านบาท
ดร.พูลพัฒน์ ลีละสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ.กล่าวว่า ที่ประชุม กกพ. ครั้งที่ 16/2568 ในการประชุมวันที่ 30 เมษายน 2568 มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราค่าไฟงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568 ลง 17 สตางค์ เหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย จากมติกกพ. วันที่ 26 มีนาคม 2568 ที่มีการตรึงค่าไฟไว้ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย โดยเป็นการรับทราบตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดกรอบเป้าหมายไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย ไม่ใช้งบประมาณจากรัฐบาล
ดร
สำหรับการปรับลดค่าไฟลง 17 สตางค์ เหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย เป็นการปรับลดจากค่าไฟ 4.15 บาทต่อหน่วย โดยเรียกคืนของผลประโยชน์ส่วนเกิน หรือ Claw Back ประมาณ 12,200 ล้านบาท เกิดจากการพิจารณาการลงทุนของการไฟฟ้า มีการประเมินสถานการณ์ซึ่งอาจจะเกินไปกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงเหลือเงินส่วนดังกล่าวเก็บไว้ ตามกฎหมายระบุว่าเงินส่วนนี้ ตามมาตรา 34(2) หากมีเงินส่วนเกินและ กกพ.ตรวจพบ สามารถนำเงินส่วนนี้ไปปรับลดค่าไฟให้กับประชาชนในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลมีความห่วงใยในสภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว โดยมีผลทันทีวันที่ 1 พฤษภาคม 2568
“กฟผ.เคยแบกหนี้อยู่ประมาณ 1 แสนล้าน ปัจจุบันเหลือเงินคงค้างประมาณ 71,000 ล้านบาท ประมาณ 0.2033 บาทต่อหน่วย ดังนั้น ในด้านการดูแลประชาชน ต้องดูแล กฟผ.แบกรับหนี้ถ้าไม่ได้รับการจ่ายหนี้จะมีผลกระทบเรตติ้งเครดิต กระทบทางด้านการเงิน สุดท้ายประชาชนก็ต้องจ่ายในอนาคตอยู่ดี และยังเป็นอัตราดอกเบี้ยที่มีผลตามมา” ดร.พูลพัฒน์กล่าว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กกพ. ได้ตรวจสอบและรับรองจำนวนเงินที่ได้จากการเรียกคืนประโยชน์ส่วนเกินของการไฟฟ้า มาได้ทั้งสิ้นประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยนำมาใช้ในการลดค่าไฟในงวดพฤษภาคม – สิงหาคม 2568 จำนวน 12,200 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 7,800 ล้านบาท สำรองไว้สำหรับการดูแลค่าไฟฟ้าในระยะต่อไป ซึ่ง กกพ. มองว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังคงผันผวนและมีความไม่แน่นอน
ส่วนการพิจารณาค่าไฟงวดปลายปี (กันยายน-ธันวาคม 68) กกพ.จะต้องติดตามผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลก พิจาราณาค่าเชื้อเพลิง การเจรจาการค้า สภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป